LINE ID : @cameramaker info@thecameramaker.com
รีวิว Laowa 25mm F/2.8 มาโคร 5X ราคานี้หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว!

รีวิว Laowa 25mm F/2.8 มาโคร 5X ราคานี้หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว!

Review Product

ทางเว็บไซต์ คาเมร่า เมคเกอร์ ขอนำบทความรีวิวสินค้ามาเผยแพร่เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการศึกษา
ขอขอบคุณเจ้าของกระทู้: ปิยะฉัตร แกหลง XT eMagazine
สามารถดูรีวิวต้นฉบับได้ที่: https://bit.ly/2MGkjka

5X เล็ก-เบา สบายกระเป๋า…ไม่ว่าจะเข้าร้านไปซื้อ หรือถือออกไปส่องโลกใบจิ๋ว

 Main_1

ให้ตายเถอะครับคุณๆ ผู้รักโลกใบเล็กทั้งหลาย…มันคืออีกหนึ่งเลนส์มาโครที่น่าทึ่งมากเลยทีเดียวเชียวล่ะ!

เพราะอะไร…ทำไมภาพมาโครถึงได้ครองใจผู้คนไปตลอดกาล? ก็เพราะว่ามันนำเสนอสิ่งเล็กๆ ที่สายตาปกติมองไม่เห็นยังไงล่ะ ก็ในเมื่อมันสร้างความประหลาดใจได้ตลอดเวลา ผู้คนถึงได้ชื่นชอบภาพแนวนี้กันนัก

แต่ถ้ามันยิ่งส่องให้เห็นสิ่งที่เล็กยิ่งไปกว่ามาโครอีกล่ะ?…มันก็ยิ่งดูน่าตื่นตะลึงเข้าไปกันใหญ่น่ะสิ

Laowa_Macro_9

ก็เพราะอย่างนั้นแหละครับ คนถ่ายภาพมาโครจึงมักจะไม่หยุดอยู่ที่อัตราขยายของมาโครปกติที่ 1:1 ซึ่งหมายถึงภาพที่ปรากฏบนเซนเซอร์รับภาพจะมีขนาดเท่าจริง หรือพูดง่ายๆ ก็เหมือนกับเอาของสิ่งนั้นแปะลงไปบนเซนเซอร์รับภาพนั่นแหละ ส่วนจะขยายภาพออกไปให้ใหญ่ได้มากแค่ไหนนั่นก็อยู่ที่ความละเอียดของเซนเซอร์รับภาพของกล้องรุ่นนั้นๆ

เมื่อเลนส์สามารถที่จะถ่ายทอดภาพได้ใหญ่กว่าขนาด 1:1 เราก็จะเข้าเขตที่เรียกกันเล่นๆ ว่า “Super Macro” ก็จะเป็น 2:1 หมายความว่าบนเซนเซอร์รับภาพนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าของจริงขึ้นไปอีกเท่าตัว…ยังไม่พอ โลกก็จะได้เห็น 3:1…4:1 ไปจนถึง 5:1 หรือ 5X!

มดตัวจิ๋วที่คุณเห็นจนชินตาก็จะถูกขยายขึ้นมาถึง 5 เท่า! เห็นไปยันเส้นขนของมันเลยทีเดียว

Laowa_Macro_2

• ภาพนี้คือมดตัวเล็กที่ชอบมาขึ้นขนมของเรา ซึ่งมันอยู่บนเหรียญบาทเล็กอีกที และถูกถ่ายมาที่ระยะ 5X …มันไม่ใช่มดแดงที่อยู่ตามต้นมะม่วงนะครับ

อย่างที่บอกครับว่าเลนส์มาโครโดยทั่วไปก็จะมีอัตรากำลังขยายที่ 1:1 (Life size) และมีเลนส์ที่ผลิตออกจำหน่ายที่ให้อัตราขยาย 5:1 มาแล้ว…อันนี้ว่ากันถึงเฉพาะเลนส์ที่ผลิดจำหน่ายในตลาดนะครับ ไม่รวมถึงประเภทเลนส์โมดิฟายทั้งหลาย

เลนส์แบบนี้ให้ภาพที่น่าตื่นเต้นเขย่าหัวใจได้รุนแรงก็จริง แต่ต้องบอกกันก่อนว่ามันใช้งานไม่ง่ายนัก และที่สำคัญก็คือ…แพง

จนกระทั่งตอนนี้ โลกก็ได้รู้จักกับเลนส์ซูเปอร์มาโครตัวใหม่ที่ให้อัตราขยาย 5:1 ที่ “ไม่แพง” อย่างที่คิด ซึ่งก็ดูเหมือนว่ามันจะเป็นหมัดเด็ดสำคัญของเลนส์รุ่นนี้เลยทีเดียว

“Laowa 25mm F/2.8 Ultra Macro 2.5-5X” คือเลนส์ที่ว่า มันเป็นเลนส์สัญชาติจีนครับ อ๊ะๆ! อย่าเพิ่งเบือนหน้าหนีครับเมื่อบอกว่ามาจากจีน เพราะนี่คือของดีเกรดโปรเชียวนะ ไม่ใช่พลาสติกของเล่นทั่วไปอย่างที่เราอาจจะนึกภาพไปถึง

และนี่คือ 5X ที่จ่ายไปหมื่นห้าพันบาท ยังได้ตังค์ทอนกลับมาด้วย…โอ้ว โลกนี้ยังไม่เคยเห็นมาก่อนเลยแฮะ

เมื่อเลนส์รุ่นนี้ถูกส่งมาถึงมือ ผมเห็นในโอกาสแรกครับ ตัวหีบห่อดูดีเลยทีเดียว  แบบว่าซื้อเป็นของขวัญให้ใครก็ไม่ต้องห่อกระดาษอะไรทั้งสิ้น และเมื่อเปิดดูภายใน โอ้โห…มีการซีลพลาสติกหุ้มเลนส์โดยบุรองมาในฟองน้ำอย่างดีอีกต่างหาก

Box_1

Box_2

ตอนแรกผมก็คิดเหมือนคุณๆ นั่นแหละครับว่า สินค้าจากจีนยังไงก็คงจะแค่พอถูไถไปได้นั่นแหละ แต่เมื่อแกะออกมาจับถือดูแล้ว…ความคิดนั้นก็หายไป

…เหลือแค่ชื่อเท่านั้นที่ทำให้นึกได้ว่ามันมาจากจีน

• ภายนอก

มันเป็นเลนส์ที่มีรูปทรงผิดไปจากเลนส์ปกติที่เราคุ้นเคยอยู่บ้าง จากทรงกระบอกปกติก็เป็นทรงกระบอกที่มีส่วนปลายเล็กกว่าส่วนท้ายอย่างเห็นได้ชัด หากใครที่คุ้นเคยกับการโมฯ เลนส์ปกติให้กลายเป็นซูเปอร์มาโครโดยนำเลนส์ตาของกล้องจุลทรรศน์มาใส่ละก็นั่นละครับ คล้ายๆ กันเลย

Box_3

วัสดุเป็นอะลูมิเนียมอัลลอย ทำสีดำเคร่งขรึมดูดีมาก ตัวอักษรต่างๆ ที่มีการประทับลงไปบนตัวเลนส์ก็ดูดี ส่วนปลายของเลนส์มีวงแหวนสีน้ำเงินล้อมรอบ ดูแล้วไม่ธรรมดา

Box_4

น้ำหนักเหมาะมือครับ มันหนัก 4 ขีด รู้สึกได้ถึงความแข็งแรงแน่นหนา งานประกอบดูดีมาก ไม่ปรากฏส่วนที่โยกคลอนให้เห็นแต่อย่างใด

ที่ส่วนค่อนไปทางปลายมีวงแหวนสำหรับหมุนปรับสองตัว ตัวแรกคือตัวหมุนปรับอัตราขยายจาก 2.5X ไปจนถึง 5X ซึ่งเมื่อหมุนไปที่ 5X ตัวเลนส์ก็จะยื่นยาวออกไปจากเดิมอีกประมาณ 6 เซ็นติเมตร มีสเกลบอกอัตราขยายปรากฏบอกให้เห็นชัดเจน

Box_5

และที่ส่วนเกือบปลายสุดเป็นวงแหวนปรับรูรับแสง จาก F/2.8 ไปจนถึง F/16

ที่ส่วนท้ายหรือเม้าท์แปลนของเลนส์รุ่นนี้เป็นวัสดุโลหะสีเงินแวววาวดูแข็งแรง ไม่ปรากฏขั้วสัญญาณไฟฟ้าใดๆ ทั้งสิ้นBox_6

 

…ใช่แล้วครับ มันเป็นเลนส์มือหมุน หรือ Manual ล้วนๆ

• ภายใน

เราคงไม่สามารถจะไปแกะล้วงลึกดูข้างในของมันได้หรอก แต่โดยสเปคแล้วก็บอกให้รู้ว่า มันใช้กลีบรูรับแสง (Diaphgram) จำนวน 8 ใบ มีชิ้นเลนส์พิเศษชนิด Ultra low dispersion ประกอบอยู่เพื่อช่วยแก้เรื่องสีเหลื่อม (Chromatic aberration) และเพิ่มความคมชัดและสีสันที่ดียิ่งขึ้นด้วย

Internal

และชิ้นเลนส์มีการเคลือบผิวแบบหลายชั้นเพื่อลดการเกิดแสงหลอกแสงหลอนประเภทต่างๆ รวมไปถึงแฟลร์ ซึ่งเป็นตัวการทำให้ภาพดูแย่ลง

อย่างที่บอกไปแล้วครับว่ามันเป็นเลนส์ในระบบ Manual ล้วนๆ ภายในจึงมีแค่กลไก ไม่มีระบบไฟฟ้าใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งข้อดีที่บอกได้เลยก็คือ มันจะไม่มีปัญหาจุกจิกกวนใจอะไรให้คุณปวดหัวเล่นแน่ๆ ก็เพราะไม่มีอะไรจะไปชอตไปขาดอยู่ข้างในให้เสียอารมณ์ยังไล่ะ

เอาจริงๆ นะ เท่าที่เคยใช้งานถ่ายภาพมาโครมาแต่ไหนแต่ไร ผมเองก็มักจะไม่ค่อยได้ใช้โฟกัสอัตโนมัติสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็น Manual Focus เสียมากกว่า

• ทำไมต้อง 25mm?

อันดับแรกเลยนะครับ มันจะให้มุมที่กว้างออกไปจากมาโครเดิมที่คุณรู้จัก ช่วยให้ได้ภาพที่บ่งบอกสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า หรือเหลือพื้นที่โล่งๆ (ซึ่งหลุดโฟกัส) ให้กับภาพได้มากกว่า ลองนึกถึงงานที่ต้องเว้นพื้นที่เอาไว้เพื่อวางตัวหนังสือดูสิครับ

Image_1

แต่ที่ผมคิดว่าเป็นเหตุผลสำคัญก็คือ ที่ทางยาวโฟกัส 25mm นั้นจะทำให้ชิ้นเลนส์ต่างๆ ไม่ต้องมีขนาดใหญ่มากนัก ส่งผลให้ทั้งขนาดและนำ้หนักของเลน์โดยรวมลดลงมาก

• ลองของ

ผมตื่นเต้นกับมันมากเมื่อได้ยินว่ามีอัตราขยายถึง 5:1 ยิ่งตื่นเต้นหนักเข้าไปใหญ่ว่า เฮ้ย! มันตัวแค่นี้เองเหรอเนี่ย!? แต่ที่ตื่นเต้นหนักก็คือ เฮ้ย! (ครั้งที่สอง) มันแค่หมื่นห้าเองเหรอเนี่ย!?

เมื่อประกอบเข้ากับกล้องแล้วหมุนไปที่ 5X มันก็ยื่นหน้าเลนส์ออกมา แต่ก็ยังเล็กกว่าเลนส์ 5:1 ที่ผมใช้อยู่ดี (และเบากว่าด้วย)

• ข้างนอกสดใสข้างในเป็นโพรงรึเปล่า!?

จะถูกจะแพงจะดูดีดูแย่ยังไงก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดเสมอก็คือ มันให้ภาพเป็นยังไง?

ตอนแรกผมก็ไม่ได้หวังว่ามันจะให้ภาพดีอะไรมากมายเท่าไหร่ครับ แอบยิ้มเยาะในใจด้วยซ้ำว่าราคาประมาณนี้ก็คงได้ภาพประมาณนึงเท่านั้นแหละ ยิ่ง 5X ด้วยแล้วคงจะหวังอะไรไม่ได้สักเท่าไหร่หรอกมั้ง

กดถ่ายภาพ แข๊ะ! …ผมอยากจะวิ่งไปกระโดดลงบ่อน้ำเสียให้รู้แล้วรู้รอด

Laowa_Macro_6

• นี่คือยุงเพศผู้ ซึ่งไม่ใช่ตัวที่ดูดกินเลือดของเรา ตัวมันเล็กกว่ายุงเพศเมียเสียอีก สังเกตได้จากพู่ขนที่ส่วนหน้าของมัน ซึ่งจะมีเฉพาะเพศผู้เท่านั้น

ภาพที่ได้ออกมามันน่าทึ่งมากครับ นี่มันภาพจากเลนส์เกรดโปรชัดๆ!

สีสันนั่นต้องเรียกว่าดีไม่แพ้เลนส์แพงๆ เลยเชียวล่ะ แต่ความคมชัดนี่บอกได้เลยว่าเลนส์แพงมีหนาวครับคุณผู้ชม!

ภาพจากเลนส์ตัวนี้คมมากครับ มันถ่ายทอดรายละเอียดของสิ่งเล็กจิ๋วออกมาได้ดีจนแทบไม่มีที่ติ ตาเป็นตา ขนเป็นขน ถ้าโฟกัสเข้าละก็มีหวังตายกันเป็นเบือ…อะไรจะคมเว่อขนาดนี้

Laowa_Macro_7

Laowa_Macro_11

Laowa_Macro_10

Laowa_Macro_5

น่าประทับใจครับ ภาพที่ได้จากเลนส์รุ่นนี้แม่ช้อยต้องจัดให้ระดับห้าดาวกันไปเลย

• ข้อสังเกต

คุณครับ…เราไม่ใช่จะมาอวยกันไส้แตกอย่างเดียว นี่ผมพูดไปตามความเป็นจริงที่เห็นกับตาว่ามันแจ๋วขนาดไหน แต่จากการใช้งานแล้วผมก็มีข้อสังเกตบางประการมาบอกกล่าวให้คุณๆ ได้พิจารณากันเสียก่อน

ดูเหมือนว่าผมจะบอกไปแล้วนะว่า เลนส์โคตรมาโครที่มีกำลังขยายมากถึง 5X นั้นใช้งานยากทุกตัว ซึ่งก็ไม่เว้นแม้กับเลนส์ฟ้าประทานตัวนี้

มันยากยังไง?…ที่กำลังขยายสูงๆ เช่นนี้ การขยับหรือแกว่ง, สั่นแค่นิดเดียวที่ปกติเราไม่รู้สึก แต่มันสามารถทำให้ภาพสั่นจนเบลอเป็นแถบๆ ได้ ดังนั้นจำเป็นต้องใช้ทั้งเทคนิคและความพยายามสูงมาก ซึ่งอันนี้บรรดาเซียนๆ ทั้งหลายเค้ารู้กันดี

DOF (Depth Of Field) หรือพื้นที่ระยะช่วงความชัดของเลนส์ประเภทนี้จะบางมากถึงมากที่สุดครับ ว่ากันที่ระดับมิลลิเมตรเท่านั้น ลองหยิบไม้บรรทัดมาดู ระหว่างช่องมิลลิเมตรนั่นแหละครับที่มันจะชัด เลยออกจากนี้ไปก็เบลอแล้ว ดังนั้นการขยับแค่นิดหน่อยๆ ดังว่ามันก็หลุดโฟกัสแล้ว

ข้อที่ยากอีกอย่างหนึ่งก็คือ ที่อัตราขยายสูงเช่นนี้ หน้าเลนส์ก็จะจ่อเข้าไปใกล้กับตัวแบบที่เราจับโฟกัสมาก ชนิดที่ว่าขยับเข้าไปอีกนิดก็ชนกันเลย

ถ้าจะเอาชัวร์ก็ต้องใช้ขาตั้งกล้องร่วมกับสายลั่นชัตเตอร์, ล็อคกระจกสะท้อนภาพในการถ่ายภาพเพื่อหลีกเลี่ยงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผลต่อภาพ…แต่ภาพทั้งหมดที่ผมนำมาให้ดูเป็นตัวอย่างนี้ไม่ได้ใช้อะไรที่ว่ามานั่นสักอย่าง อันนี้ไม่ใช่คุยโม้โอ้อวดว่าตัวเองเก่งนะ แค่จะบอกว่าในเมื่อผมยังทำได้ ทำไมคุณจะทำไม่ได้ล่ะ

เลนส์รุ่นนี้มีระยะห่างจากวัตถุ (จุดโฟกัส) ถึงหน้าเลนส์เพียง 4.5cm ที่อัตราขยาย 2.5X และ 4cm ที่ 5X ดังนั้นคุณต้องใช้ความระมัดระวังสักหน่อย

และเนื่องจากเป็นเลนส์ระบบ Manual ทั้งหมด ซึ่งรวมไปถึงการปรับค่า F ด้วย ดังนั้นถ้าคุณใช้ F/8 ก็ต้องหมุนปรับ F ไปที่ค่านั้น กลีบรูรับแสงก็จะบีบแคบลงมาซึ่งหมายความว่าแสงก็จะเข้าได้น้อยลง ภาพในช่องมองภาพมืดลง และถ้าจะใช้ F/16 มันก็จะยิ่งมืดลงไปอีก ดังนั้นคุณจึงต้องมีแสงสว่างในระดับที่มากพอ ไม่อย่างนั้นแล้วมีหวังมองวัตถุไม่เห็น หาโฟกัสไม่เจอครับ

Laowa_Macro_12

• บุ้งตัวนี้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่าไม่จิ้มฟันสักครึ่งนึงครับ ยาวเกินครึ่งเซนติเมตรเล็กน้อย 

ดังนั้นมีแค่แฟลชก็อาจจะยังไม่พอ คุณต้องมีแสงช่วยส่องหาโฟกัสด้วย

ข้อนี้เป็นจุดสังเกตที่ต่างออกไปจากเลนส์ในระบบปัจจุบันที่รูรับแสงจะเปิดกว้างสุดเสมอ จะบีบลงมาเฉพาะตอนที่ลั่นชัตเตอร์เท่านั้น ซึ่งมันก็จะสว่างสุดเท่าที่มันทำได้อยู่ตลดเวลาที่คุณมองในช่องมองภาพ

แต่ถ้าคุณมีระบบให้แสงที่ดีพอละก็ ข้อนี้เป็นอันตัดปัญหาทิ้งไปได้

• เลนส์นี้เหมาะกับใคร?

แหม…ฟังจากข้อสังเกตแล้วดูน่ากลัวแฮะ ไม่เอาดีกว่ามั้ง?…ยังครับ อย่าเพิ่งฟันธง

ผมบอกได้ว่าเลนส์รุ่นนี้อาจจะไม่เหมาะกับมือใหม่ผู้ไม่มีประสบการณ์กับมาโครมาก่อนเลย เพราะไม่งั้นมันก็จะกลายเป็นเรื่องยากจนคุณอาจจะพาลเกลียดเลนส์ที่ผมบอกว่าดีนักดีหนาตัวนี้ไปเลยก็ได้

เลนส์รุ่นนี้ให้อัตราขยายที่สูงมาก ซึ่งมันก็จะมาคู่กับความยากในการใช้งานเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีประสบการณ์กับมาโครมาประมาณนึงแล้ว และกำลังมองหาอะไรที่มันเจ๋งยิ่งไปกว่ามาโครเดิมที่คุณมีอยู่ ก็นี่ละครับ บวกความพยายามเพิ่มเข้าไปอีกนิดนึง คุณก็มีโอกาสได้ภาพเจ๋งกว่าใครๆ แล้ว

แหม…(อีกละ) ก็ถ้ามันถ่ายภาพได้ง่ายไปหมด ใครๆ ก็ถ่ายได้จนมันกลายเป็นเรื่องธรรมดาสิครับ ยิ่งราคาไม่แพงอย่างนี้ด้วยนะ กว่าจะหาที่ยืนได้ก็สงสัยจะเหนื่อยแย่ล่ะ

อีกประการหนึ่งครับ หากคุณเป็นผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องกับของจิ๋วๆ อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะกับอะไรที่เลนส์มาโครปกติของคุณให้ไม่ได้ อ่ะ ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น ร่องรอยตำหนิของเครื่องประดับทั้งหลาย หรือตำหนิของพระเครื่อง อะไรแบบนี้ เลนส์รุ่นนี้ก็เหมาะกับงานของคุณมากเลยทีเดียว

คุณอยากได้ภาพมาโครแบบอลังการชนิดที่ไม่เคยได้มาก่อนไหมล่ะ? ก็นี่ละครับ 5X นี่ล่ะคือคำตอบ

Laowa_Macro_1

แล้วคุณเชื่อไหมล่ะว่าคุณจะได้เห็นอะไรแปลกๆ อีกมากที่เลนส์รุ่นนี้จะขยายออกมาให้ดู แมงหรือแมลงที่คุณไม่เคยใส่ใจเพราะมันเล็กมากอาจจะกลายเป็นภาพถ่ายล้ำค่าที่พาให้ใครต่อใครต้องประหลาดใจไม่หยุดไม่หย่อนกับภาพถ่ายจากฝีมือของคุณเอง

Laowa_Macro_4

อ้าว…คุณไม่คิดจะขยับเลื่อนขั้นตัวเองขึ้นมาสร้างสิ่งแปลกใหม่ให้กับทั้งตัวเองและวงการบ้างเหรอครับ? ไม่แน่นา คุณอาจจะได้ค้นพบสิ่งใหม่ที่โลกนี้ยังไม่เคยเห็นมาก่อนก็เป็นได้

…ประโยคที่ว่า “อะไรๆ ในโลกนี้ก็ล้วนเคยถูกถ่ายภาพมาแล้วทั้งสิ้น” นั่นน่ะ อาจจะถูกลบทิ้งโดยผีมือคุณเองก็ได้นะ ใครจะไปรู้ล่ะ?

• สรุป

เลนส์รุ่นนี้มีสามเม้าท์ครับ คือ Canon EF, Nikon F และ Sony FE นอกจากนี้ยังได้ยินมาว่ามีอะแดปเตอร์แปลงเม้าท์ไปใช้กับระบบ 4/3 ด้วยอีกต่างหาก

ผมยอมรับครับว่ามันเป็นเลนส์ที่ใช้งานไม่ง่ายนัก ด้วยเหตุผลทางด้านระบบ Manual ทั้งหมดของมัน, ระยะห่างหน้าเลนส์ที่ใกล้มาก และอัตราขยายซึ่งเริ่มต้นที่ 2.5:1 (ซึ่งคุณใช้ถ่ายภาพทั่วไปอย่างเลนส์มาโครปกติ 1:1 ไม่ได้)

แต่ยิ่งใช้ไปผมก็ยิ่งรู้สึกว่ามันคุ้มค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ก็แหม…เลนส์ราคาหมื่นห้ามีทอนแต่ให้คุณภาพของภาพขนาดนี้ ให้ภาพที่เราไม่เคยได้มาก่อนขนาดนี้ ไม่เรียกว่าคุ้มก็ไม่รู้จะเรียกว่ายังไงแล้ว เพราะถ้าคุณจะหาเลนส์ระดับคุณภาพนี้อันอื่นละก็ อย่างน้อยต้องมีสามหมื่นปลาย เผลอๆ ล้นไปสี่นู่นเลย

ภาพดีมาก! ภาพดีมาก! ภาพดีมาก! …นี่ ผมรับรองให้สามรอบเลยทีเดียวสำหรับเรื่องนี้

ถึงมันจะใช้งานไม่ง่าย แต่ถ้าใช้จนเชื่องละก็รับรองว่ามันจะกลายเป็นอีกหนึ่งอาวุธที่ใครๆ ก็ยากจะต่อกรกับคุณเลยเชียว

…ก็เพราะมันไม่ง่ายนี่แหละครับ มันถึงกลายเป็นโอกาสในโลกของการถ่ายภาพที่ยังเป็นไปได้อยู่อีกมากสำหรับคุณยังไงล่ะ!

 

ปิยะฉัตร แกหลง

XT eMagazine

มิถุนายน 2561

……………………………………………………………………………………………………..

Laowa 25mm F/2.8 Ultra Macro 2.5-5X มีตัวแทนนำเข้า จัดจำหน่าย และดูแลงานบริการหลังการขายอย่างเป็นทางการโดยบริษัท “Camera Maker Co., LTD.” (http://www.cameramaker.co.th) ซึ่งคุณอาจจะไม่คุ้นชื่อนัก แต่บริษัทนี้ก็เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าอีกหลายรายการที่คุณรู้จักดีเช่น Samyang, TechArt, NiSi Filter และอีกหลายๆ รายการในบ้านเรานั่นเอง

ดูรายละเอียดของเลนส์รุ่นนี้เพิ่มเติมได้ที่นี่ > http://www.cameramaker.co.th/product/laowa-25mm-f2-8-2-5-5x-ultra-macro/

สนใจเลนส์รุ่นนี้ก็ติดต่อที่ร้านตัวแทนจำหน่ายกล้องและอุปกรณ์ชื่อดังในบ้านเราอย่าง Big Camera, Zoom Camera, World Camera, Power Buy, Digital2Home, RN Camera และอีกหลายแห่ง รวมไปถึงช่องทางออนไลน์อีกเพียบ

สนใจสินค้ากรุณาติดต่อ บริษัท คาเมร่า เมคเกอร์

Line ID : @cameramaker

รีวิว Samyang 14mm F2.8 Sony FE เลนส์มุมกว้างตัวคุ้ม

รีวิว Samyang 14mm F2.8 Sony FE เลนส์มุมกว้างตัวคุ้ม

Review Product

รีวิว Samyang 14mm F2.8 Sony FE เลนส์ตัวนี้ผมใช้มาประมาณปีกว่า ๆ ได้สำหรับ Samyang 14mm F2.8 Sony ตัวนี้ ทำไมต้องเป็นตัวนี้ถึงไม่เล่นเลนส์ค่ายอื่น ๆ เหตุผลเพราะว่าเลนส์มุมกว้าง F2.8 สำหรับกล้อง Sony A7R II หลาย ๆ ตัวในตลาดที่เป็นเกรดโปรราคาค่อนข้างเยอะครับ ซื้อไม่ไหว คือไม่มีตังเองนั่นแหละ ก็เลยมองหาเลนส์ทางเลือกสักตัวโดยมีโจทย์ว่าอยากได้ F2.8 แล้วช่วงกว้างสัก 14mm – 16mm ก็เลยมาลงเอยที่ตัวนี้ (more…)

Bromo-Kawah ijen ไปกับเลนส์ Samyang AF24mm F2.8 FE

Bromo-Kawah ijen ไปกับเลนส์ Samyang AF24mm F2.8 FE

Review Product

ทางเว็บไซต์ คาเมร่า เมคเกอร์ ขอนำบทความรีวิวสินค้ามาเผยแพร่เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการศึกษา
ขอขอบคุณเจ้าของกระทู้: pookiefoto
สามารถดูรีวิวต้นฉบับได้ที่: https://pantip.com/topic/38021855

สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่รักการท่องเที่ยวและถ่ายภาพ กระทู้นี้ผมจะพาไปเที่ยวประเทศอินโดนีเซีย เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีข่าวแผ่นดินไหวที่ภูเขาไฟรินจานีบนเกาะลอมบอก โดยจุดหมายหลักของทริปนี้คือภูเขาไฟโบรโม่และภูเขาไฟคาวาอีเจี้ยนบนชวาตะวันออกซึ่งอยู่ถัดจากเกาะลอมบอกไปอีกสามเกาะทำให้ไม่ได้รับผลกระทบอะไร สถานที่ที่เป็นจุดแวะระหว่างการเดินทางคือน้ำตก Madakaripura, น้ำตก TumpakSewuที่มีความยิ่งใหญ่อลังการและผจญภัยไม่แพ้กัน และจุดแวะย่อยเพื่อถ่ายภาพทะเลที่ Probolinggo
โดยทริปนี้ผมได้ความอนุเคราะห์ Lens Samyang AF24mm F2.8 FE และ Nisi Filter จากทางบริษัท Camera Maker Co.,Ltd เพื่อนำไปใช้งาน ภาพทั้งหมดถ่ายด้วยกล้อง SonyA7Rii ซึ่งเลนส์ตัวนี้ใช้สำหรับกล้องฟูลเฟรม E-mount แต่ก็สามารถใช้กับกล้องเซ็นเซอร์ APS-C ได้โดยเมื่อคูณค่า Crop Factor1.5 ก็จะเป็นระยะ 36 mm. ต้องขอขอบคุณทางบริษัทฯ ที่ให้การสนับสนุนอุปกรณ์ถ่ายถาพไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ สำหรับกระทู้นี้เน้นการบอกเล่าการใช้งานอุปกรณ์ในฐานะผู้ใช้งานทั่วไปคนหนึ่งที่ชื่นชอบการท่องเท่ียวและถ่ายภาพ และนำมาบอกเล่าเรื่องราวประสพการณ์การเดินทางท่องเที่ยวและถ่ายภาพ พยายามทำไฟล์ภาพให้มีสีสันดูเป็นธรรมชาติใกล้เคียงกับตอนถ่ายภาพมาให้มากที่สุด อาจจะมีบางภาพที่สีจัดจ้านบ้างหรือสีหม่นบ้าง ดาร์กบ้างก็เป็นกการปรับภาพตามสไตล์ความชอบของตัวเอง ถ้ามีความผิดพลาดประการใดขอน้อมรับและนำไปปรับปรุงแก้ไขในโอกาสต่อไปครับ

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/40 sec, f/5.6, ISO1000
สถานที่ : ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ทริปนี้เดินทางข้าม 3 ประเทศ โดยเริ่มบินจากสุวรรณภูมิช่วงหัวค่ำ แล้วไปนอนเล่นที่สนามบินประเทศมาเลเซียก่อนจะต่อเครื่องเพื่อบินมาลงที่สนามบินจูอันดา สุราบาย่าประเทศอินโดนีเซียในช่วงเช้า ระหว่างที่เดินลากกระเป๋าเดินทางเพื่อหาที่นอนภายในสนามบินก็หยิบกล้องออกมาคล้องคอเผื่อได้ถ่ายภาพเล่นไปด้วย ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของเลนส์ตัวนี้คือ มีขนาดเล็กและเบามือมาก เป็นเลนส์แพนเค้กน้ำหนักตัวเพียง 93.5g  ยาว 3.7cm. เมื่อประกอบเข้ากับกล้อง SonyA7Rii แล้วมีขนาดเล็กอยู่ในฝ่ามือเดียว ทำให้การเดินถือกล้องถ่ายภาพมีความคล่องตัว สบายตัวและไม่เป็นจุดสนใจมากเกินไป บอดี้ของเลนส์เป็นพลาสติคคุณภาพดีงานประกอบสวย หน้าตาโดยรวมดูสวยงามมีการตัดด้วยเส้นสีแดงตามสไตล์เลนส์ Samyang มีฮูดขนาดเล็กประกอบแล้วดูน่ารักน่าเอ็นดู

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/50 sec, f/4.0, ISO400
Location : ร้านขาย Bakso ที่ Probolinggo

วันแรกของเดินทางได้ถ่ายภาพน้อยมากเพราะส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่บนเครื่องบินกับบนรถตู้ วันนี้พอออกจากสนามบินก็แวะหาซื้อ Net Sim ก่อนเป็นลำดับแรก จากนั้นแวะกิน Bakso (ลูกชิ้นเนื้อลูกโต) มีโอกาสได้หยิบกล้องออกมาลองถ่ายภาพเล่นแก้คันมือบ้างเล็กน้อย เนื่องจากว่าทั้งกล้องและเลนส์มีขนาดกระทัดรัดมากจึงสามารถเดินตีเนียนไปยืนดูเค้าเตรียมอาหารแล้วขอให้เค้าเปิดฝาหม้อเพื่อถ่ายภาพลูกชิ้นลูกโตได้อย่างมึนๆ

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/320 sec, f/4.0, ISO400
Location : ร้านขายผลไม้ปั่นที่ Probolinggo

ร้านน้ำผลไม้ปั่นที่อยู่ติดกันกับร้านบักโซ พอกินหมดแล้วก็เริ่มซนมากขึ้น หยิบกล้องไปส่องถ่ายสาวที่อยู่หลังตู้กระจกที่มีผลไม้วางอยู่เต็มตู้ ภาพนี้ขยับหน้าเลนส์เพื่อจัดองค์ประกอบภาพโดยพยายามหามุมที่ไม่มีแสงสะท้อนจนเห็นหน้าน้องชัดๆ

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/160 sec, f/4.0, ISO400
Location : ร้านขายผลไม้ปั่นที่ Probolinggo

ภาพนี้เปิดรูรับแสง f/4.0 ก็ได้ฉากหลังเป็น Bokeh กลมมนสวยงาม

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE
Location : Pantai Bentar ที่ Probolinggo

หลังจาที่นั่งรถตู้จากสนามบินมาอย่างยาวนานก็มาถึงโรงแรมที่ Probolinggo ประมาณสี่โมงเย็น เช็คอินเข้าห้องเก็บสัมภาระแยกย้ายกันอาบน้ำแล้วออกมาถ่ายแสงเย็นกันที่ริมทะเลแต่บอกเลยว่าฟ้าไม่เป็นใจอย่างแรง อากาศที่นี่ดีมากเลยครับ มีลมเย็นสบายพัดให้สดชื่นตลอดเวลา อุณหภูมิของประเทศอินโดนีเซียเย็นกว่าบ้านเรามากๆ ทำให้การเดินถ่ายภาพไม่เหนื่อยเลย
จากที่ได้ลองถ่ายภาพได้ไม่กี่ภาพในวันนี้ก็สัมผัสได้ว่าเลนส์ตัวนี้เป็นเลนส์ฟิกซ์มุมกว้างที่ให้ภาพขอบมืด (Vignette) เป็นเอกลักษณ์ ลองถ่ายเปรียบเทียบมาสามภาพที่รูรับแสงต่างๆ กันตามภาพ คนที่ชอบใส่ Vignette ตอนแต่งภาพคงไม่ต้องทำเพิ่มแล้ว

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE Speed 1/125sec; f/2.8; ISO2000

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE Speed 1/40sec; f/5.0; ISO2000
Location : ร้านสะเต๊ะข้างทางใน Probolinggo

ตลอดการท่องเที่ยวถ่ายภาพทั้งทริปนี้บอกได้เลยว่าเพลียกับการเดินทางสุดๆ เพราะกลางวันเดินทางโดยรถตู้ วิ่งต้วมเตี้ยมกว่าจะถึงโรงแรมก็นานแสนนาน ถนนที่นี่ก็เล็กเป็นแบบเลนเดียวสวนกันตลอดทาง บางทีก็ต้องขับผ่านย่านชุมชนที่ทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์เยอะมากทำให้เดินทางได้ช้า พอถึงที่พักก็แค่ไปอาบน้ำนอนพักเอนหลังแค่หนึ่งถึงสองขั่วโมงก็ต้องเช็คเอ๊าท์เพื่อเดินทางไปสถานที่เป้าหมายและเดินเท้าขึ้นเขาไปรอถ่ายภาพแสงเช้า เรียกว่าโตกันอยู่ในรถ ยังดีที่อาหารของประเทศอินโดนีเซียยังกินง่ายและราคาไม่แพง แวะมินิมาร์ทกินกันได้ตลอดทาง ลองถ่ายภาพอาหารมายั่วน้ำลายกันสักหน่อย สะเต๊ะไก่อร่อยมาก เค้าจะห่อด้วยใบตองและราดน้ำสะเต๊ะไว้ในนั้น ขอแนะนำเพื่อนๆ ที่มีโอกาสมาเที่ยวลองแวะสั่งมาแทนกันได้ ราคาไม่แพงด้วยครับ
ภาพนี้ถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย ระบบออโต้โฟกัสยังทำงานได้ปกติไม่ได้เชื่องช้าอะไร เพียงแค่โฟกัส จัดองค์ประกอบภาพแล้วถ่ายภาพตามปกติซึ่งบุคคลทั่วไปก็สามารถนำไปใช้งานได้อย่างสนุกมือแม้จะไม่ได้เป็นช่างภาพ

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE Speed 25sec; f/2.8; ISO3200
Location : Mount Bromo, King Kong viewpoint

คืนแรกผมเข้านอนประมาณ 3 ทุ่มนิดๆ แต่เจ้ากรรมผมดันหลับช้ากว่าเพื่อนอีก 2 ชีวิตที่นอนในห้องเดียวกัน ทำให้คืนนั้นผมไม่ต้องหลับต้องนอนเพราะเสียงเครื่องสูบน้ำกำลังทำงานกันเต็มกำลงดังสนั่นห้อง ตอนนั้นต้องมาตั้งสเตตัสในเฟชบุ๊คหาเพื่อนคุยแทน เอาเป็นว่ารวมๆ แล้วได้นอนประมาณชั่วโมงกว่าก็ต้องตื่นมาก่อนเที่ยงคืนเพื่อเตรียมเช็คเอ๊าท์และนั่งรถไปยังภูเขาไฟโปรโม่ จากนั้นก็เดินเท้าอีกเล็กน้อยขึ้นไปที่จุดชมวิว King Kong viewpoint ถึงจุดตั้งกล้องตอนเวลาประมาณตีสองนิดๆ แล้วเริ่มถ่ายภาพจนถึงเช้า
เลนส์ตัวนี้เป็นเลนส์ฟิกซ์ระบบออโต้โฟกัส ที่มีDesign Concept ว่า “TinyBut Wide” “เล็กแต่กว้าง”ทางยาวโฟกัส 24 มม. ซึ่งกว้างพอจะนำไปใช้ถ่ายวิวตามสถานที่ท่องเที่ยวในธรรมชาติ ถ่ายภาพเมือง ถ่ายภาพคนคนตามสถานที่ต่างๆ ทำให้ใช้ถ่ายภาพได้หลากหลายแนว ช่วงรูรับแสงกว้าง f/2.8 ทำให้เลนส์มีความไวแสงมากพอที่จะถ่ายภาพยามค่ำคืนในสภาพแสงน้อยได้ง่ายหรือแม้จะนำไปถ่ายดาวก็สวยงาม

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE Speed 30sec; f/11; ISO100
Location : Mount Bromo, King Kong viewpoint

ภายนอกของเลนส์ Samyang AF24mm.F2.8 FE ตัวนี้ ไม่มีปุ่มใดๆ มาบดบังหน้าอันหล่อเหลาทำให้ใบหน้าเกลี้ยงเกลาสุดๆ ซึ่งเมื่อใช้งานร่วมกับกล้อง SonyA7Rii จะต้องปรับระบบโฟกัสภายในเมนูของกล้องแทน สิ่งหนึ่งที่ผมชอบในเลนส์รุ่นใหม่ๆ เมื่อใช้ระบบแมนนวลโฟกัสก็คือ เมื่อเราหมุนแหวนโฟกัสที่ตัวเลนส์ปุ๊บระบบ Magnify zoom ของกล้อง Sony จะขยายภาพขึ้นมาบนจอมอนิเตอร์ทำให้เราหมุนหาโฟกัสจุดที่ชัดที่สุดได้ง่ายแม้ในสภาพแสงน้อย แต่ถ้ามองจอไม่ถนัดเพราะความละเอียดจอของ SonyA7Rii มันไม่ละเอียดพอก็ยังมีตัวช่วยให้โฟกัสที่ระยะ Infinity ได้ง่ายเพราะที่หน้าจอจะมีสเกลบอกขณะหมุนหาโฟกัสด้วย ทำให้ถ่ายภาพได้สะดวกขึ้น

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE Speed 6sec; f/11; ISO100 ถ่ายภาพแนวนอน 2 ภาพมาต่อพาโนราม่า
Location : Mount Bromo, King kong viewpoint

ปกติผมชอบใช้และถนัดการถ่ายภาพด้วยเลนส์อัลตร้าไวด์ระยะ 16 มม. แต่ตลอดทั้งทริปนี้ผมใช้แค่เลนส์ Samyang AF24mm.F2.8 FE ตัวนี้เป็นส่วนใหญ่ โดยไม่มีภาพจากเลนส์ทางยาวโฟกัสช่วง 16-35 มม.เลยสักภาพ ที่โบรโม่ฝุ่นเยอะมาก กลัวฝุ่นจะเข้าไปติดเซ็นเซอร์ขณะเปลี่ยนเลนส์จึงทำให้พลาดโอกาสได้ภาพในมุมมองที่หลากหลายเมื่อเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าเราได้พยายามใช้เลนส์ฟิกซ์ระยะเดียวแก้ปัญหาการการจัดองค์ประกอบภาพไปเรื่อยๆ อย่างเช่นภาพนี้อยากเห็นวิวกว้างๆ ก็เลยถ่ายภาพแนวนอนจำนวน 2 ภาพมาต่อพาโนราม่าแทน

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE Speed 0.5sec; f/11; ISO100 ถ่ายภาพแนวนอน 5 ภาพมาต่อพาโนราม่า
Location : Mount Bromo, King kong viewpoint

ภาพนี้ถ่ายเป็นแนวตั้งจำนวน 5 ภาพแล้วต่อพาโนรามาให้เห็นตำแหน่งจุดชมวิวที่มีนักท่องเที่ยวนั่งรอแสงเช้ากันอยู่ จริงๆ ผมมาตั้งขากันตั้งแต่ขึ้นมาถึงจุดชมวิวแล้วนะ ก็คิดว่าเราตั้งขาไว้ชิดขอบผาแล้วด้วย แต่สุดท้ายก็เจอนักท่องเที่ยวมานั่งอยู่ด้านหน้าขาตั้งกล้องเราจนได้ บางทีก็มาสะกิดขาตั้งกล้องขณะที่กำลังถ่ายภาพอยู่ แต่ทำไงได้ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเน๊าะ ก็แบ่งๆ กันถ่ายภาพไปละกัน ตอนนี้แสงเช้าเริ่มสาดมาให้อุ่นมากขึ้นละ แต่เสียดายจังวันนี้ทะเลหมอกไม่มา ทำให้เห็นแต่ Texture ของพื้นดินด้านล่างเต็มๆ ตาเลย ชื่นใจแบบระทมใจนิดๆ

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE Speed 0.5sec; f/11; ISO100
Location : Mount Bromo, King kong viewpoint

ทดสอบการใช้งาน Nisi V-5 PRO ซึ่งเป็น holder สำหรับยึดแผ่นกรองแสงให้ติดกับหน้าเลนส์ถ่ายภาพ ในชุดของอุปกรณ์สามารถใส่ฟิลเตอร์ C-PL (Circular Polarizing Filter) ได้หนึ่งแผ่น และใส่แผ่นกรองแสงแบบสี่เหลี่ยมได้สามแผ่น รองรับขนาดได้ถึง 100x150 มม.โดยภาพนี้ผมใส่ Filter แผ่นที่เรียกว่า Graduated Neutral Density Filter (GND Filter) มีลักษณะเป็นสีดำโปร่งแสงด้านบนและด้านล่างโปร่งใส ใช้สำหรับลดแสงเฉพาะส่วนเพื่อสมดุลย์แสงขณะถ่ายภาพที่มีความเปรียบต่างระหว่างท้องฟ้าและพื้นล่าง
จากภาพนี้ผมใส่ C-PL filter และ Nisi Medium Nano IR GND(8)0.9 ขนาด 100x150 มม. แบบ Soft edge ลดแสงได้ 3 Stops.โดยภาพทางฝั่งซ้ายมือไม่ได้ใส่ฟิลเตอร์ GND จะเห็นว่าในส่วนของท้องฟ้าสว่างกว่าพื้นดินจนไม่เห็นรายละเอียด ถ้าเราวัดแสงที่ท้องฟ้าให้พอดี ที่พื้นดินก็จะยิ่งมืดลงไปอีก ส่วนภาพฝั่งขวามือเป็นการใส่ฟิลเตอร์ GND โดยให้ส่วนโปร่งแสงสีดำบังส่วนของท้องไว้เอาไว้เพื่อสมดุลย์แสงของส่วนท้องฟ้าและพื้นดิน วัดแสงให้เพื่อเก็บรายละเอียดของภาพให้ได้มากที่สุด โดยถ่ายด้วย Raw file.

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE Speed 0.5sec; f/11; ISO100Location : Mount Bromo, King kong viewpoint

จากภาพ Raw file รูปบนที่มีการใส่ฟิลเตอร์ GND ไว้ นำมาโพรเซสใหม่ให้สวยงามตามสไตล์ของตัวเองด้วย Photoshop อีกครั้ง จะเห็นว่าถ้าเราเก็บรายละเอียดของภาพที่ถ่ายมาดีตั้งแต่แรก จะช่วยทำให้ผลลัพธ์ของ Final Image สวยงามตามใจเรามากขึ้นได้


SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE Speed 0.5sec; f/11; ISO100
Location : Mount Bromo, King kong viewpoint

จากภาพ Raw file รูปบนที่มีการใส่ฟิลเตอร์ GND ไว้ นำมาโพรเซสใหม่ให้สวยงามตามสไตล์ของตัวเองด้วย Photoshop อีกครั้ง จะเห็นว่าถ้าเราเก็บรายละเอียดของภาพที่ถ่ายมาดีตั้งแต่แรก จะช่วยทำให้ผลลัพธ์ของ Final Image สวยงามตามใจเรามากขึ้นได้

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/160sec; f/7.1; ISO100
Location : Mount Bromo, King kong viewpoint

ตอนขึ้นมากางขาตั้งกล้องรอถ่ายภาพตั้งแต่ตีสองจนถึงช่วงก่อนพระอาทิตย์ขึ้น อากาศบนนี้หนาวจนตัวสั่นปากสั่นไปหมดเพราะมีลมพัดมาช่วยเติมความหนาวให้มากขึ้น ใครมีโอกาสมาเที่ยวก็เตรียมเสื้ออุ่นๆ แจ็คเก็ตกันลมกันหนาวมาด้วยนะครับ ตอนถ่ายภาพนี้พระอาทิตย์เริ่มขึ้นสูงมากขึ้นแล้ว จากถ่ายโทนภาพอุ่นมาก็ปรับเปลี่ยนมาถ่ายภาพแบบโทนเย็นบ้างให้ดูสดชื่นสบายตา แอบย่องไปด้านหลังแล้วถ่ายภาพสแนปนักท่องเที่ยวต่างขาติในอริยาบถผ่อนคลาย จะเห็นว่าระยะทางยาวโฟกัส 24 มม.มาใส่คนเข้าไปในภาพ ยืนในระยะที่เหมาะสมก็ทำให้ได้อารมณ์แบบภาพท่องเที่ยวสบายๆ ได้อย่างน่าสนใจ

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/250sec; f/7.1; ISO100

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/320sec; f/6.3; ISO100
Location : Mount Bromo, King kong viewpoint

ภาพบุคคลระยะ Medium Shot เปิดรูรับแสงที่ f/7.1 และ f/6.3 ซึ่งเป็นช่วงรูรับแสงให้ความคมชัดดีของเลนส์

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/1000sec; f/2.8; ISO100
Location : Mount Bromo, King kong viewpoint

ขยับเข้าใกล้ตัวแบบอีกหน่อยเป็นการถ่ายระยะ Close up ยิ่งรูรับแสงกว้าง ยิ่งเข้าใกล้ตัวแบบ ยิ่งตัวแบบอยู่ห่างจาก Subject ด้านหลัง ภาพก็จะยิ่งเบลอนวลเนียนสวยงามมากขึ้น

 

 


SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/160sec; f/9; ISO100
Location : Mount Bromo, King kong viewpointปกติการถ่ายภาพแลนด์สเคปจะต้องปรับรูรับแสงให้แคบเพราะต้องการระยะชัดลึกสูง แม้ว่าเลนส์ตัวนี้จะไม่ใช่เลนส์ที่คมจี๊ดจ๊าดระดับเลนส์เทพราคาหลายหมื่น แต่ก็ให้คุณภาพเหมาะสมตามราคาเลนส์ระดับหมื่นต้นๆ ที่เพียงพอต่อการใช้งานท่องเที่ยวทั่วไปแบบสบายมือ
จากผลการทดสอบของ www.ephotozine.com  ในช่วงรูรับแสงตั้งแต่ f/2.8 – f/22 พบว่า ความคมชัดที่กลางภาพและขอบภาพจะดีที่สุดประมาณ f/5.6 โดยคุณภาพจะเริ่ม Drop ลงที่ f/11- f/16 และแย่ที่สุดที่ f/22

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/320sec; f/22; ISO100
Location : Mount Bromo, King kong viewpointในเลนส์ตัวนี้ประกอบไปด้วยชิ้นเลนส์ Aspherical จำนวน 3 ชิ้นและชิ้นเลนส์ที่ลดความคาดเคลื่อนของแสง มีการเคลือบ Ultra Multi Coating เพื่อลดแสงแฟลร์ในระดับหนึ่งแล้ว มีฮู้ดสวมที่ปลายเลนส์แต่ก็มีขนาดเล็กมาก เมื่อเรานำไปถ่ายภาพย้อนแสงตรงๆ และแสงแรงมาก ก็อาจทำให้เกิดแฟลร์ขึ้นได้ในบางมุม แสงแฉกไม่ใช่ลักษณะคมแบบทิ่มตา แต่ก็ยาวพอสะดุดตาได้

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/250sec; f/8; ISO80Location : Mount Bromo, King kong viewpoint

อุตส่าห์มาเที่ยวตั้งไกล เดินมาก็เมื่อย ระหว่างทางลงจาก King Kong viewpoint เห็นกิ่งไม้สวยๆ เลยหาเรื่องอู้พักเหนื่อยแวะถ่ายภาพโพรไฟล์กันนิดหน่อย เราถ่ายให้เพื่อน เพื่อนถ่ายให้เรา เราใช้กล้องคนละค่ายกับเพื่อน แต่เราก็เพื่อนกัน เพราะเราชอบการถ่ายภาพเหมือนกัน ภาพนี้เล่นกับความเปรียบต่างของแสงเช้าที่กำลังสาดส่องมาอย่างอบอุ่น กว่าจะได้ภาพมาคนละภาพ กระโดดขึ้นลงต้นไม้เป็นลิงค่างบ่างชะนีคนละหลายรอบเลย

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/200sec; f/8; ISO80
Location : Mount Bromo, King kong viewpoint

ผมมาเที่ยวภูเขาไฟโบรโม่ครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการมาเจอทะเลหมอก (บ่นรอบที่สาม) ไว้รอบหน้าถ้ามีโอกาสมาใหม่จะมาลุ้นชมทะเลหมอกอีกครั้ง จุดนี้อยู่ไกลกว่าจุดชมวิวเล็กน้อย ระยะของเลนส์ 24 มม.ยิ่งทำให้วิวมันยิ่งดูไกลและโล่งกว่าเดิม ยังดีนะที่ยังมีแสงเงาอยู่บ้าง

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/200sec; f/8; ISO80
Location : Mount Bromo, King kong viewpoint

ทริปนี้ผมโชคดีชวนนักแสดงนำเรื่อง Riddick มาเป็นแบบให้ถ่ายภาพด้วย พี่เค้าไม่ถือตัวเลยครับ เค้ายอมให้ผมเตะฝุ่นใส่เค้าไม่ยั้งทั้งตอนเค้านั่งและยืน สลับกับผมต้องหาจังหวะถ่ายภาพช่วงฝุ่นฟุ้งเยอะๆ ไปด้วย อารมณ์เหมือนกำลังเตะไปเต้นไปถ่ายภาพไปด้วยอะไรแบบนั้น ระบบออโต้โฟกัสของเลนส์ SAMYANG AF24mm F2.8 FE ยังโฟกัสได้แม่นและทำงานได้เร็วดีครับ เห็นหน้าพี่เค้าแล้วกลัวเค้าจะเตะคืนจริงๆ เลย

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/200sec; f/8; ISO80
Location : Mount Bromo, King kong viewpoint

ตอนแรกผมนั่งจิบโกโก้ร้อนอยู่ในร้านค้าบริเวณนี้พอเห็นคนกำลังวิ่งผ่านมา รีบคว้ากล้องออกมาถ่ายภาพตามคนแบบไม่ขักข้า ผลคือ โฟกัสเข้าและแม่นพอดี

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/1000sec; f/9; ISO640
Location : Mount Bromo, เส้นทางเดินขึ้นปากปล่องภูเขาไฟ

เอาล่ะ อยู่บนภูเขามามากกว่าห้าชั่วโมงละ เปลี่ยนสถานที่ลงมาเดินเล่นที่ฐานภูเขาไฟโบรโม่กันบ้าง ข่วงที่ไปเที่ยวมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศเยอะมากทำให้รถติดอยู่บนภูเขานานพอสมควรเลย เมื่อลงมาจอดรถที่ลานจอดรถก็ต้องเดินเท้าขึ้นไปบนปากปล่องภูเขาไฟ บอกได้เลยว่าเหม็นกลื่นขี้ม้ามาก…กกกกกกก เดินดมไปตลอดทาง ฝุ่นก็ฟุ้งกระจายไม่หยุด แถมอากาศร้อนฝุดๆ
ภาพนี้ผมติดตั้งชุด Nisi V5-PRO โดยใช้ฟิลเตอร์ C-PL หมุนตัดแสงสะท้อน ทำให้ได้ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มแบบนี้ การหมุนหน้าฟิลเตอร์ของชุด Holder V5-PRO หมุนได้ง่ายๆ เพราะจะมีปุ่มหมุนเล็กๆ แบบเม็ดมะยม แค่ใช้ปลายนิ้วชี้หมุนเบาๆ ฟิลเตอร์ก็หมุนหามุมโพราไลซ์ได้อย่างง่ายดาย

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/320sec; f/9; ISO200
Location : Mount Bromo, เส้นทางเดินขึ้นปากปล่องภูเขาไฟ

ระบบออโต้โฟกัสของเลนส์ตัวนี้มีการตอบสนองที่ดีและไว แต่อาจมีเสียงของมอเตอร์ให้ได้ยินบ้างขณะถ่ายภาพในสถานที่เงียบ แต่ถ้าถ่ายภาพทั่วไปในสภาพแวดล้อมปกติในที่โล่งเปิดแบบนี้ก็ไม่ได้สร้างความระคายหูให้ได้ยินเพราะขณะนั้นเราคงใจจดใจจ่อต่อเหตุการณ์ตรงหน้ามากกว่า โทนสีของภาพที่จะโพสต์ต่อจากนี้ผมจะเริ่มปรับภาพเป็นสีหม่นและแนวดาร์กเบาๆ สักหน่อยนะครับ

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/320sec; f/9; ISO200
Location : Mount Bromo, เส้นทางเดินขึ้นปากปล่องภูเขาไฟ

ผมฝืนเดินดมกลิ่นขี้ม้าฝ่าฝุ่นตลบและอากาศร้อนมาได้เพียงแค่จุดนี้แล้วก็ขี้เกียจเดินขึ้นปากปล่องเพราะมองขึ้นไปไกลๆ เห็นคนต่อคิวแถวบันไดขึ้นปล่องกันอย่างหนาแน่นมาก จากเดิมที่จะขึ้นไปถ่ายภาพวิวจึงขอเปลี่ยนใจเดินโต๋เต๋รอถ่ายนักท่องเที่ยวอยู่แถวนี้แทน จะเห็นว่าภาพที่ได้จากเลนส์ตัวนี้ยังคงมีขอบมืดให้เห็นจึงเป็นตัวเสริมให้การทำโทนภาพแบบนี้ดูมีเสน่ห์ (ในสไตล์ความชอบส่วนตัว)

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/320sec; f/9; ISO200
Location : Mount Bromo, เส้นทางเดินขึ้นปากปล่องภูเขาไฟ

หน้ากากหลากลวดลายและสีสันขายดีมากสำหรับที่นี่ ม้าก็ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไม่แพ้กัน บางคนเลือกจะขี่มาทั้งขึ้นและลงจากปากปล่อง บางคนไปโบกลงเขาระหว่างทางก็มีมาก ทำให้แหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้สามารถสร้างรายได้ให้กับคนท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี อ้อ…คนอินโดนีเซียบริเวณแหล่งท่องเที่ยวใช้ภาษาอังกฤษได้เก่งมากๆ เลยครับ

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/1250sec; f/5.6; ISO200
Location : Mount Bromo, เส้นทางเดินขึ้นปากปล่องภูเขาไฟ

ลองสังเกตุชุดที่เค้าใส่กันยังคงเป็นแจ๊คเก็ตแม้อากาศตอนนี้จะเริ่มร้อนแล้ว เนื่องจากเป็นการเที่ยวต่อเนื่องจากจุดชมวิวดูภูเขาไฟโบรโม่ซึ่งบนนั้นอากาศจะหนาวพอสมควร เสื้อผ้าที่ผิวเรียบลื่นมันจะช่วยทำให้ไม่อมฝุ่นเพราะบริเวณนี้ฝุ่นเยอะมาก แสงที่ส่องลงมาทำให้เห็นการฟุ้งชัดเจนจนผมไม่กล้าเปลี่ยนเลนส์เลย ภาพนี้ผมถ่ายมาอันเดอร์เยอะพอสมควรแล้วมาแต่งภาพจาก Raw file อีกที

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 0.5sec; f/11; ISO200
Location : Madakaripura Waterfall, Probolinggo

พาเที่ยวภูเขาไฟโบรโม่อยู่นานสองนานเดี๋ยวจะเบื่อเลยพามาเที่ยวน้ำตกกันบ้าง จากภูเขาไฟโบรโม่เรามีสถานที่แวะถ่ายภาพกันต่อในระหว่างการเดินทางนั่นก็คือ น้ำตก Madakaripura จากภูเขาไฟโบรโม่ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงชั่วโมงสำหรับระยะทางประมาณ 30 กม. ที่นี่เป็นน้ำตกสูงประมาณ 200 เมตร อยู่ในหุบเขาของหมู่บ้าน Sapih ก่อนจะเริ่มลุยกันก็เปลี่ยนชุดพร้อมเปียกกันก่อน ง่ายๆ ก็เสื้อยืดกางเกงขาสั้น อุปกรณ์ถ่ายภาพก็ใส่กระเป๋ากันน้ำไว้สักหน่อย การเข้าถึงน้ำตกนี้จะต้องนั่งแว๊นซ์มอเตอร์ไซค์เข้ามาก่อน จากนั้นเดินเท้าผ่านช่องเขาเข้าไปจึงถึงน้ำตก ซึ่งมีน้ำตกชั้นนอกและชั้นใน ด้วยความสูงของช่องเขาทำให้มีละอองน้ำจำนวนมากฟุ้งกระจายให้นักท่องเที่ยวได้เย็นฉ่ำชื่นใจตลอดเวลาที่อยู่ใกล้น้ำตก ปกติไกด์จะแจกเสื้อกันฝนให้ลูกทริปเพราะคิดเงินรวมไปแล้ว เสื้อกันฝนช่วยเพิ่มอรรถรสของการเดินทางและสร้างสีสันให้แหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้มีความสนุกสนาน ความยากของการถ่ายภาพที่นี่ก็คือละอองน้ำที่ฟุ้งกระจายมาเกาะกล้องเกาะเลนส์จนทำให้ภาพชวนฝันได้ถ้าไม่มีผ้าเช็ดเลนส์ติดตัวมาด้วย โทนภาพหลังจากนี้จะดูสบายๆ เป็นธรรมชาติอีกครั้งนะครับ


SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/60sec; f/2.8; ISO200
Location : Madakaripura Waterfall, Probolinggo

ทดสอบการใช้งาน Nisi V5-PRO ร่วมกับ C-PL Filter เพื่อลองตัดแสงสะท้อนบริเวณน้ำตก เมื่อหมุนฟิลเตอร์หามุมตัดแสงสะท้อนของพื้นผิวออกไปแล้วภาพจะมีสีสันที่อิ่มตัวมากขึ้น แสงสะท้อนที่ผิวน้ำและน้ำที่เกาะอยู่บริเวณโขดหินหายไป ทำให้ภาพมีรายละเอียดชัดเจนมากขึ้น


SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 1/50sec; f/3.2; ISO200
Location : Madakaripura Waterfall, Probolinggo

ภาพตัวอย่างให้เห็นหน้าตาของแผ่น Nisi Medium Nano IR GND(8)0.9 ขนาด 100x150 มม. แบบ Soft edge ลองสังเกตุความแตกต่างของภาพรอบนอกกับเมื่อมองทะลุเข้าไปในฟิลเตอร์จะเห็นว่าภาพที่มองผ่านฟิลเตอร์จะมีปริมาณแสงลดลง ทำให้เราสามารถถ่ายภาพน้ำตกให้เป็นสายที่นุ่มนวลมากขึ้นได้ด้วย
หมายเหตุ : ทริปนี้ผมเดินทางมากับไกด์ที่มีการจ่ายเงินผ่าน Agency tour มาแล้ว จึงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดใดระหว่างทริป เช่น ค่าเข้าสถานที่ ค่ามอเตอร์ไซด์ไปกลับ ค่าไกด์ท้องถิ่นที่นำทาง แต่…ให้ระวังคนอื่นที่ไม่ใช่ไกด์เดินประกบเราตลอดทาง บางทีเค้าจะมาช่วยเราถือของ ถ้าเราให้เค้าไปจะกลายเป็นถูกเรียกร้องให้จ่ายเงินเพิ่มได้ เพราะฉะนั้นให้ปฏิเสธการช่วยเหลือตลอดการเดินทางนะครับ เพราะขนาดครั้งนี้พวกเรารู้กันอยุ่แล้วว่ามีการเล่นไม่ซื่อแบบนี้ก็ยังโดนเรียกเก็บเงินพิเศษจากคนที่เดินประกบพวกเราทั้งที่ไม่ได้ขอความช่วยเหลือหรือพูดคุยอะไรกันมากมาย

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE, Speed 30sec; f/11; ISO100
Location : Tumpak Sewu Waterfall

วันต่อมาไปพิชิตน้ำตก Tumpak Sewu กันต่อ น้ำตกแห่งนี้สูงใหญ่อลังการมาก มีลักษณะเป็นหน้าผาตั้งฉากสูงตระหง่านในหุบเขา มีจุดชมวิวจากด้านบนได้ ทางลงสู่น้ำตกยิ่งตื่นเต้นน่าผจญภัยมากขึ้นเพราะต้องเดินลงบันไดไม้ไผ่ที่ชันและลื่นมาก บางช่วงต้องเกาะเชือกลุยผ่านน้ำตก เหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกันกว่าจะลงไปถึงพื้นหุบเขาด้านล่าง สัมภาระ กล้องและขาตั้งกล้องที่พกติดตัวมากลายเป็นภาระอย่างแรงต่อการเดินทาง แต่สายแลนด์ตะเข็บอย่างเราต้องอดทนเพราะความงามของธรรมชาติรอให้เราได้สัมผัสความงามอยู่
เนื่องจากว่าน้ำตกมีขนาดใหญ่ สูงและน้ำมีความแรงมาก จึงสวมฟิลเตอร์ Nisi Nano IR ND1000(3.0) ขนาด 100x100 mm. เพื่อลดแสงลง 10 Stops ทำให้สปีดชัตเตอร์ต่ำลง ภาพสายน้ำจึงดูนุ่มนวลมากขึ้น แต่สปีดขัตที่นานขึ้นก็ทำให้ใบไม้สั่นไหวได้เพราะขณะถ่ายภาพมีลมพัดมาเป็นช่วงๆ

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE Speed 1/125sec; f/11; ISO100 ถ่ายภาพแนวนอน 5 ภาพมาต่อพาโนราม่า

Location : Tumpak Sewu Waterfall

เมื่อไต่บันได เดินเท้าลงมาถึงพื้นด้านล่างสุดของหุบเขาแล้วก็ยังไม่ถึงที่หมายนะครับ ยังต้องเดินบนพื้นราบที่ชื้นแฉะ ข้ามโขดหิน เกาะเชือกข้ามลำธารที่เชี่ยวระดับหนึ่ง ถ้ามือหลุดจากเชือกหรือน้ำพัดจนเสียหลักก็ไหลไปกับสายน้ำได้เลย เดินลัดเลาะช่องเขาไปตามลำธารอีกสักพักก็จะต้องเกาะเชือกข้ามลำน้ำกลับไปอีกหนึ่งรอบ ในวันนี้เราได้ไกด์อินโดที่อัธยาศรัยดีมาก เค้าเป็นอาสาสมัครมาช่วยเหลือให้คำแนะนำทุกอย่างตลอดที่พาเข้ามาเที่ยว พอจะแยกจากกันถึงกับต้องแอดเฟชบุ๊คเป็นเพื่อนคุยกันต่อ
ตำแหน่งยอดฮิตของนักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ก็คือ ตรงปลายชะง่อนหินก้อนทางขวามือของภาพ จะมีการต่อคิววนเวียนกันไปแอ็คท่าถ่ายภาพกันไม่ขาดสาย ภาพนี้ผมถ่ายเป็นภาพแนวนอนจำนวน 5 ภาพมาต่อเป็นภาพพาโนรามา ให้เห็นวิวกว้างๆ ของสถานที่นี้ ยิ่งเราเข้าใกล้น้ำตกก็จะยิ่งเจอละอองน้ำกระเซ็นมาเกาะหน้าฟิลเตอร์ ถึงแม้ว่า Nisi Filter จะมีการเคลือบผิวเพื่อกันน้ำเกาะมาอย่างดี แต่ถ้าละอองน้ำขนาดเล็กจำนวนมากก็ยังจำเป็นต้องพกผ้าเช็ดเลนส์ที่ดูดซับละอองน้ำติดตัวไปด้วยเสมอ

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE Speed 0.5sec; f/18; ISO50
Location : Tumpak Sewu Waterfall

ทางยาวโฟกัส 24 มม. จากเลนส์ Samyang AF24mm.F2.8 FE ในตำแหน่งที่ตั้งกล้องถ่ายอยู่ก็จะได้ภาพกว้างประมาณนี้ ภาพนี้ใช้แต่เพียง Nisi C-PL filter เพื่อตัดแสงสะท้อนในการถ่ายภาพ ขณะที่กำลังบันทึกภาพก็ลุ้นในใจว่าสาวฝรั่งในชุดบิกินี่ที่ชะง่อนผาอย่าเพิ่งขยับตัวนะ เพราะตอนนั้นใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำพอสมควร

 

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE Speed 1/5sec; f/11; ISO50
Location : Tumpak Sewu Waterfallภาพนี้ถ่ายใกล้ๆ เนินหิน โดยสาวต่างชาติคนนี้กำลังยืนโพสต์ท่าถ่ายภาพอยู่ที่ปลายชะง่อนผา เนื่องจากมุมภาพซ้อนกันกับวิวของฉากหลังมากไปจึงดูไม่น่าตื่นเต้นเท่าที่ควร ลองปรับเป็นการถ่ายภาพแนวตั้งให้เห็นรายละเอียดภาพในด้านสูงแทน ยังคงมีการใช้ Nisi C-PL filter เพื่อตัดแสงสะท้อนในการถ่ายภาพเช่นเดิม
ผมใช้เวลาถ่ายภาพที่นี่ไม่นานมาก มุมมองก็ไม่ได้ขยับสับเปลี่ยนตำแหน่งถ่ายภาพมากนักเพราะทางชัน ลื่นและละอองน้ำเยอะ สุดท้ายได้ภาพมาเพียงไม่กี่ภาพก็ต้องถึงเวลากลับ ขากลับนี่โหดร้ายกว่าตอนมาเยอะเลย ลองคิดดูว่าผาที่ตั้งฉากและชันแบบนี้ เวลาเราไต่บันไดไม้ไผ่ขั้นไปมันจะเหนื่อยขนาดไหน บางช่วงเวลาต้องเดินสวนกับนักท่องเที่ยวที่กำลังลงมาบนทางแคบๆ ก็ใช้จังหวะแบบนั้นแหละในการอู้พักเหนื่อย พักหลายยกเลยละกว่าจะไต่ขึ้นมาถึงด้านบนอีกครั้ง มาถึงด้านบนก็ใช่ว่าจะถึงลานจอดรถ ยังต้องเดินขึ้นเนินไปอีก สุดท้ายเลยโบกวินมอเตอร์ไซค์ให้พาไปส่งที่ลานจอดรถดีกว่า จ่ายประมาณยี่สิบบาทแต่สบายกว่าเยอะ

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE Speed 1.3sec; f/11; ISO100 ถ่ายภาพแนวนอน 5 ภาพมาต่อพาโนราม่า
Location : Kiawah ijenจากน้ำตก Tumpak Sewu นั่งรถตู้มารีสอร์ทใกล้ๆ Kawah ijen ต้องใช้เวลานั่งรถประมาณสิบชั่วโมง เป็นการเดินทางที่ยาวนานมาก นี่มันทริปนั่งรถและอดนอนชัดๆ ถึงที่พักสี่ทุ่มกว่า ตีหนึ่งออกเดินทางมาตีนเขาและเริ่มเดินเท้ากัน โอ้แม่เจ้า….ทางมันชันแบบไม่มีลานราบๆ ให้พักขาเลย เดินไปได้นิดหน่อยพักอีกแล้ว ไม่ฟิตจริงๆ ที่นี่มีรถเข็นบริการด้วยนะ ใครไม่ไหวก็โบกใช้บริการได้ ราคาเริ่มต้นก็ประมาณสี่แสนรูเปียส์แล้วแต่จะต่อราคากันได้มากหรือน้อยก็ต้องลองออดอ้อนกันเอาเอง ในการเดินเท้าขึ้นเขาครั้งนี้ใช้เวลาอย่างยาวนานมาก ผมขึ้นไปถึงปากปล่องภูเขาไฟคาวาอีเจี้ยนตอนตีสี่กว่า บนนั้นกลิ่นกำมะถันยังไม่ค่อยแรงอาจเพราะอยู่เหนือลม อากาศที่นี่เย็นสบายไปจนถึงหนาว แต่ระหว่างเดินจะยังไม่ถึงกับหนาวมากเพราะร้อนเหงื่ออกและมีใส่แจ็คเก็ตกันหนาวกันไว้ระดับหนึ่งแล้ว จนบางช่วงต้องถอดแจ๊คเก็ตมาพันไว้รอบพุงแทน
เช้าวันนี้ได้เห็นแสงเช้าสีหวานหยดย้อยแบบในภาพนี้แล้วสดชื่นสุดๆ เรียกว่าสีสันของภาพนี้ใกล้เคียงกับที่ตาเห็นเลย ภาพนี้ใช้วิธีการถ่ายภาพแนวตั้งจำนวน 6 ใบนำมาต่อเป็นภาพพาโนราม่า เพราะระยะ 24 มม.ยังเก็บมุมกว้างได้ไม่หมด มีการสมดุลย์แสงส่วนท้องฟ้าด้วย Nisi filter Medium Nano IR GND(8)0.9

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE Speed 1/5sec; f/11; ISO100
Location : Kiawah ijenจากตำแหน่งตั้งกล้องจุดเดียวกับภาพพาโนราม่าด้านบน เลนส์ SAMYANG AF24mm F2.8 FE จะได้ภาพกว้าง รายละเอียดแน่นประมาณนี้ อาจจะดูยังไม่กว้างสุดๆ เหมือนติดเลนส์ระยะ 16-35 มม. แต่ถ้าลองจัดองค์ประกอบภาพดีๆ ก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ ภาพนี้มีการสมดุลย์แสงส่วนท้องฟ้าด้วย Nisi Medium Nano IR GND(8)0.9

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE Speed 1/60sec; f/11; ISO100

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE Speed 1/125sec; f/11; ISO100
Location : Kiawah ijen

มุมนี้เป็นการถ่ายภาพตามแสง ดวงอาทิตย์กำลังขึ้นและสาดแสงอยู่ด้านหลังกล้อง ทำให้กิ่งไม้ได้รับแสงอบอุ่นสีส้มกำลังสวยเลย แต่ก็ต้องระวังอย่าให้เงาตัวเองไปพาดทับกิ่งไม้เดี๋ยวจะไม่สวยงาม

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE Speed 1/320sec; f/11; ISO100
Location : Kiawah ijen

บริเวณมุมมหาชน ถ่ายไว้เปลี่ยนภาพโพรไฟล์หล่อๆ สวยๆ ในเฟชบุ๊คกันสักหน่อย เห็นมั้ยว่าแม้จะพกแค่เลนส์ฟิกซ์ 24 มม.มาเที่ยวแค่ตัวเดียวก็ยังได้ภาพสวยๆ กลับบ้านอย่างสบายใจและสบายหลังด้วย เพราะน้ำหนักมันเบ๊าเบา

 

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE Speed 1/40sec; f/6.3; ISO400
Location : ทะเลที่ Probolinggo

จาก Kawahijenต้องนั่งรถย้อนกลับมาที่ตัวเมือง Surabaya อีกครั้ง เรามีจุดหมายปลายทางคือ ไปหาบุฟเฟ่ต์เนื้อย่างกินกัน กะว่าจะทิ้งทวนแบบไม่ให้เหลือเงินอินโดกลับบ้านกันเลย ร้านที่ตั้งธงจะไปกินกันก็คือร้าน Gyu-Kaku Japanese BBQ ซึ่งคืนนั้นมันช่างอร่อยมาก…กกกกก ระหว่างการเดินทางยังพอมีเวลาแวะไปถ่ายทะเลที่ Probolinggo กันก่อน ตอนแรกใจมันไปอยู่ที่เนื้อย่างแล้วจึงไม่มีอารมณ์จะถ่ายภาพ กะว่าแช่งให้ฟ้าเน่าแน่นอนเพราะไม่มีทีท่าว่าจะได้เห็นฟ้าระเบิด แต่ใจนึงก็กลัวเสียดายเลยกันเหนียวเหยียบกล้องเดินตามเพื่อนลงหาดไป สักพักเดียวเท่านั้นแหละ รู้เรื่องเลย ฟ้าระเบิดจนมองเห็นหน้ากันเป็นสีส้มอมชมพู ฟินกันไป
กล้องขนาดเล็ก เลนส์ขนาดจิ๋ว จอพับได้มันดีแบบนี้นี่เอง ถือกล้องไว้เหนือน้ำทะเลที่กำลังไหลอยู่ กดชัตเตอร์เบาๆ ก็ได้ภาพสวยๆ มาไม่ยากเย็นเลย

SonyA7Rii + SAMYANG AF24mm F2.8 FE Speed 1/4000sec; f/5.0; ISO400
Location : Juanda International Airport

อำลาทริปนี้ด้วยภาพภายในสนามบินจูอันดา ประเทศอินโดนีเชีย สรุปโดยรวมของทริปนี้เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวถ่ายภาพสายอึดถึกทน สายผจญภัยน่าจะชอบ สายถ่ายภาพต้องอดนอนทุกคืนเนื่องจากการถ่ายภาพภูเขาไฟต้องใช้การเดินทางเวลากลางคืนและไปนั่งรอแสงเช้าบนยอดเขา ทริปนี้ใช้เวลาในการเดินทางด้วยรถยนต์นานมากเพราะแต่ละสถานที่อยู่ไกลกัน ถนนของประเทศนี้ไม่ได้กว้างขวางนัก อาหารการกินหาง่าย ถูกและอร่อย มินิมาร์ทมากมายราคาที่คนไทยเอื้อมถึงได้สบาย
ส่วนการใช้งานเลนส์ Samyang AF24mm F2.8 FE Mount Sony ตัวนี้จุดเด่นคือมีขนาดเล็กกระทัดรัด น้ำหนักเบา ถ่ายภาพได้คล่องตัวทุกท่วงท่า คล้องคอไม่ต้องกลัวคอหัก ใช้พื้นที่ในการจัดเก็บน้อยฟิลเตอร์ 49มม.ก็หาง่ายและราคาไม่แพง เหมาะสำหรับการถ่ายภาพท่องเที่ยวทั่วไปได้ทุกแนวไม่ว่าจะภาพบุคคลหรือภาพวิว เลนส์มีความคมในระดับหนึ่งแต่ไม่ใช่เลนส์คมจัดจ้านเหมือนเลนส์ราคาแพงระกับห้าหกหมื่น โฟกัสไว แต่ข้อเสียก็มีเรื่องขอบมืดเยอะไปหน่อย แต่ก็แก้ไขได้ด้วยการแต่งภาพช่วยได้ โฟกัสมีเสียงดังเล็กน้อย คนขี้รำคาญและต้องการความเงียบอาจไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก
ต้องขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านกันมาถึงบรรทัดนี้ ไว้มีโอกาสจะออกไปเที่ยวแล้วถ่ายภาพและเก็บประสพการณ์กลับมาเล่าให้ฟังกันอีกนะครับ ขอบคุณนายแบบ นางแบบทุกคนที่ปรากฏอยู่ในภาพของอัลบั้มนี้ด้วยนะครับ

สำหรับข้อมูลสินค้ารายการนี้ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านท่าน เช่น  Big Camera, World Camera, Digital 2 Home, Zoom Camera  หรือจะสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ ตอนนี้ทางเราสามารถผ่อน 0% ผ่านทางเว็บไซด์ Lazada ได้แล้วนะครับ สนใจรายละเอียด คลิ๊กเข้าไปดูได้ที่

Shop Now!! 0% Online

สนใจสินค้ากรุณาติดต่อ บริษัท คาเมร่า เมคเกอร์

Line ID : @cameramaker

Auxin : NiSi Filter S5 on field  (Dolomite Italy)

Auxin : NiSi Filter S5 on field (Dolomite Italy)

Review Product

ทางเว็บไซต์ คาเมร่า เมคเกอร์ ขอนำบทความรีวิวสินค้ามาเผยแพร่เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการศึกษา
ขอขอบคุณเจ้าของกระทู้: auxin
สามารถดูรีวิวต้นฉบับได้ที่: https://pantip.com/topic/37979590

สำหรับข้อมูลชุดนี้จะเป็นการรีวิวอุปกรณ์ฟิลเตอร์ลดแสงครับ แต่ผมอยากให้รีวิวนี้ เป็นข้อมูลอีกชุดนึงที่สามารถเก็บไว้อ้างอิงในเรื่องอื่นๆ ด้วยเช่น เรื่องการใช้งาน การเลือกใช้ หรือแม้กระทั่งข้อมูลที่จะช่วยในการตัดสินใจว่าเราควรจะมีอุปกรณ์พวกนี้ไว้ในกระเป๋าหรือไม่ เลยพยายามเขียนให้ครอบคลุมมากที่สุดเท่าที่ตัวเองมีความรู้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลชุดนี้จะมีประโยชน์ต่อช่างภาพ และทุกคนที่ชื่นชอบการถ่ายรูปครับ
ฟิลเตอร์แผ่นคืออะไร ใช้งานอย่างไร?
ฟิลเตอร์แผ่นจะเป็นอุปกรณ์เสริมที่มักจะติดไว้ที่หน้าเลนส์ เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องสีกับแสงเป็นหลัก แต่ในยุคดิจิตอล การปรับเปลี่ยนสีในกล้องหรือในโปรแกรมแต่งภาพนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายมาก จนกระทั่งฟิลเตอร์แก้สีต่างๆ แทบจะไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ฟิลเตอร์ที่ใช้ในการแก้แสงนั้น ยังคงจำเป็นอยู่เหมือนเดิมครับ ฟิลเตอร์แผ่นต่างๆ ที่เราเห็นกันทั่วไปนั้นเลยเป็นแผ่นไว้แก้เรื่องแสงแทบจะทั้งหมด ซึ่งฟิลเตอร์แก้เรื่องแสงนั้นจริงๆ ก็มีหลายแบบครับ แต่ที่เรียกว่านิยมเป็นอย่างมากมีอยู่แค่ 3 แบบหลักๆ เท่านั้น คือ
1.    Graduated Neutral Density Filter (GND Filter)
2.    Neutral Density Filter (ND Filter)
3.    Polarizer (PL หรือ CPL)


Graduated Neutral Density Filter เรียกสั้นๆ ในหมู่ช่างภาพว่า “GND” มีลักษณะเป็นแผ่นที่ด้านบนเป็นสีดำโปร่งแสง(แสงสามารถผ่านได้) ส่วนด้านล่างจะเป็นแผ่นแก้วใสๆ ธรรมดา แสงผ่านได้เกือบ 100%  ซึ่งส่วนด้านบนที่มีลักษณะเป็นสีดำๆ นั้นจะทำหน้าที่ลดทอนแสงลง แต่จะลดทอนแสงลงเท่าไหร่นั้นก็ขึ้นอยู่กับความเข้มของแผ่นฟิลเตอร์ซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แต่สำหรับฟิลเตอร์ GND นั้นที่ใช้กันส่วนมากก็จะเป็น GND(4) 0.6 ลดแสงลง 2 Stop กับ GND(8) 0.9 ลดแสงลง 3 Stop เพราะความเข้มเหมาะกับงาน Landscape ที่เราเจอกันบ่อยๆ คือบริเวณท้องฟ้าสว่างกว่าส่วนที่เป็นพื้นดินมาก โดยเฉพาะการถ่ายย้อนแสงในช่วงดวงอาทิตย์ขึ้นหรือตก เป็นต้น การใช้แผ่น GND กดแสงด้านบนไว้เพื่อลดแสงที่ท้องฟ้าลงทำให้เราสามารถบาลานซ์แสงระหว่างท้องฟ้าและพื้นดินได้ดีขึ้น หรือในทางการถ่ายภาพเรียกว่า สามารถเก็บรายละเอียดได้ทั้งสองส่วนนั่นเอง

GND แบ่งย่อยลงไปอีกนิดเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ Soft กับ Hard
แบบ Soft รอยต่อระหว่างส่วนที่เข้มกับส่วนที่ใสที่สุดจะค่อยเกลี่ยไล่เฉดลงมา
แบบ Hard รอยต่อระหว่างส่วนที่เข้มกับส่วนที่ใส จะมีช่วงเกลี่ยน้อย ทำให้มองเหมือนช่วงเข้มและช่วงใส่แบ่งกันอย่างชัดเจน
จริงๆ GND มีอีกหลายแบบครับ มี Reverse GND อีก และอีกตัวที่กำลังมาแรงคือ GND แบบ Medium จะเรียกว่าเป็นลูกครึ่งระหว่าง Soft กับ Hard ก็ได้ ฯลฯ


ส่วนฟิลเตอร์แผ่นอีกแบบที่ได้รับความนิยมสูงเช่นกันคือ Neutral Density Filter เรียกสั้นๆ ว่า “ND”… แผ่น ND ส่วนมากจะเป็นแผ่นจตุรัสเลย(ปัจจุบันเริ่มมีแบบแผ่นกลมแล้ว) เป็นแผ่นสีดำๆ ที่แสงสามารถผ่านได้ แต่แสงจะถูกลดทอนลงตามความเข้มของแผ่น ND เช่น ND(64) ลดแสงลง 6 Stop เมื่อเราใส่แผ่นนี้ติดหน้าเลนส์ จะทำให้เราเสียแสงไปถึง 6 Stop เลย บางคนอาจมีคำถามว่า เสียแสงไป 6 Stop มันมีข้อดีอย่างไร คำตอบคือ ในบางกรณีที่เราต้องการสร้าง Movement ให้กับรูปภาพ เช่นเป็นสายน้ำไหลดูนุ่มๆ หรือ เป็นเมฆไหลยาวๆ หรือต้องการเส้นไฟรถที่ลากยาวเป็นเส้น ในหลายครั้งถ้ามีแสงมากเกินไป เราจะสร้าง Effect แบบนี้ไม่ได้ครับ ยกตัวอย่างเช่น เราไปถ่ายน้ำตกในช่วงกลางวัน เราอยากได้สปีดยาวซัก 2 วินาทีเพื่อลากน้ำให้ไหลเป็นเส้น แต่แม้ว่าเราจะตั้ง F/22 และลด ISO ลงมาที่ 100(หรือต่ำกว่า) แล้วเรายังได้สปีดสมมติว่าเป็น 1/10 Sec ซึ่งนั่นยังไม่ต่ำมากพอที่จะลากน้ำหรือเมฆไหลได้ เจ้าฟิลเตอร์ ND จึงเข้ามามีบทบาทในตรงนี้ครับ ผมยกตัวอย่างต่ออีกทีว่าผมใส่ ND(64) ลดแสงลง 6 Stop ผมก็มาปรับเซ็ตการตั้งค่ากล้องใหม่ครับ ซึ่งในที่นี้ผมก็ปรับสปีดชัตเตอร์ลงมาที่ 2 วินาทีแล้วปรับ F ลงมาที่ F/11 เป็นต้น(ปรับแสงตาม ประมาณ 6 Stop อาจไม่ต้อง 6 Stop พอดีเป๊ะๆ ก็ได้) เพียงเท่านี้เราก็ได้ภาพ Movement ของสายน้ำไหลแล้ว

ในกรณีที่อยากลากเมฆไหลหล่ะ อันนี้ต้องใช้แผ่น ND ที่ความเช้มสูงๆ เลยครับ เพราะเมฆเคลื่อนที่ช้าและอยู่ไกล เราอาจเลือกแผ่น 10 Stop มาก่อนเลย ตั้งค่าลองตั้งค่าสปีดชัตเตอร์เป็น 30 วินาที แล้วปรับค่า F กับ ISO ให้ได้ค่าแสงพอดี แล้วลองดูรูปหลังกล้องว่าพอใจกับ Movement ที่ได้หรือปล่าว ถ้ายังเห็นเมฆไหลไม่ชัดก็ปรับค่าสปีดชัตเตอร์ให้นานขึ้น อาจเป็น 1 หรือ 2 นาที แล้วปรับค่า F กับ ISO เพื่อบาลานซ์แสงอีกที เป็นต้น


ส่วนแผ่นสุดท้ายที่ใช้กันมากก็จะเป็นแผ่น Polarizer(PL) แต่ถ้าได้ยินเค้าเรียกกันว่า CPL นั่นหมายถึง Circular-Polarizer อันนี้เป็นแผ่นชนิดกลม แต่ใช้งานเหมือนกัน สรุปแบบสั้นๆ ว่า PL คือแผ่นสีเหลี่ยม, CPL คือแผ่นกลมก็ได้ครับ

หน้าที่ของแผ่น PL คือตัดแสงสะท้อนออก เช่นแสงสะท้อนบนกระจก ผิวน้ำหรือแม้แต่ฝ้าในอากาศ ทำให้ท้องฟ้าสีเข้มขึ้นเป็นต้น เป็นฟิลเตอร์ที่ผมใช้บ่อยที่สุดเลย เรียกว่าถ้าไปถ่ายภาพ Landscape ผมติดไว้ที่หน้าเลนส์เกือบตลอดเวลา


ทีนี้ สำหรับคนที่สนใจจะเล่นฟิลเตอร์ ตอนนี้ผมแนะนำให้เลือก NiSi ตัวที่สามารถแยกใส่แผ่นได้ทั้งสองแบบ คือทั้งแบบแผ่นสี่เหลี่ยมและแผ่นกลมในชุดเดียว ตอนนี้ผมใช้เลนส์ Nikon 14-24 เป็นเลนส์กว้างพิเศษ ต้องใช้ฟิลเตอร์ระบบ 150mm และ NiSi เค้าดีไซน์ชุดใหม่ออกมาตั้งชื่อรุ่นว่า “S5” ผมลองใช้แล้ว ชอบมากๆ แต่ในชุด S5 จะมีมาให้แค่ 3 ชิ้นคือ Adapter, Filter Holder และแผ่น CPL เรียกว่าเป็นเซ็ตเริ่มต้น แต่ถ้าจะให้ใช้งานได้ครอบคลุมก็ต้องหาซื้อแผ่นต่างๆ เสริมเข้ามาครับ


ตอนนี้ผมมีแผ่นต่างๆ ตามรูปนี้เลยครับ ส่วนวิธีการประกอบนั้นง่ายมากๆ โดยที่ตัว Adapter จะสวมติดอยู่กับหน้าเลนส์ และเจ้าตัว Adapter เองนั้นสามารถใส่แผ่นชนิดกลมได้ 1 แผ่น ส่วน Filter Holder นั้นจะเอามาเกาะติดไว้ที่ Adapter อีกที และ Filter Holder จะสามารถใส่แผ่นแบบสี่เหลี่ยมได้ 2 แผ่น


เมื่อเอามาประกอบเข้าที่หน้าเลนส์ก็จะเป็นแบบนี้ครับ
เจ้า Adapter จะติดอยู่ที่หน้าเลนส์เสมอเลย และสมมติว่าเราเลือกที่จะใช้แผ่นกลมเพียงแค่แผ่นเดียว ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ Filter Holder ครับ เก็บไว้ในกระเป๋าได้เลย แต่ถ้าจะใช้แผ่นสี่เหลี่ยมเมื่อไหร่ก็เอา Filter Holder มาติดไว้ที่ Adapter อีกทีแล้วค่อยใส่แผ่นฟิลเตอร์แบบเหลี่ยมลงไป

ปล.ในการใช้งานจริง แนะนำว่าให้ใส่แผ่นฟิลเตอร์แบบเหลี่ยมลงใน Filter Holder ก่อน แล้วค่อยเอาไปติดที่ Adapter จะง่ายและป้องกันอุบัติเหตุได้ดีกว่าครับ


ทีนี้ เมื่อเราทราบแล้วว่าแต่ละแผ่น มีลักษณะอย่างไร ก็เลือกหยิบมาใช้งานให้ตรงความต้องการ เช่น
1. ถ่ายภาพดวงอาทิตย์ขึ้น หากภาพที่ได้มีลักษณะ พื้นดินมืดมาก หรือท้องฟ้าสว่างเกินไป อันนี้เราเลือกใช้ GND Soft ความเข้มซัก 0.9 (3 Stop)
2. ภาพที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ จะอยากให้ลดแสงสะท้อนบนผิวน้ำลง เพื่อให้สามารถมองเห็นพื้นล่างของแหล่งน้ำ งานในลักษณะนี้เราก็เลือกใช้ CPL สมมติต่อไปอีกว่า ตัดแสงชอบใจแล้ว แต่ส่วนของท้องฟ้าสว่างไปนิด เราก็ซ้อน GND Soft เข้าไปอีกแผ่นเพื่อแก้ปัญหาที่ท้องฟ้าด้วย
3. ถ่ายภาพในช่วงกลางวันที่แสงเยอะ แต่อยากได้ Movement เราเลือกที่จะใช้แผ่น ND เป็นต้น


แล้วก็มาถึงคำถาม ที่ถามกันบ่อยที่สุดเรื่องฟิลเตอร์แผ่น คือ “จำเป็นต้องซื้อไหม?”

ต้องถามตัวเองก่อนครับ ว่าอุปนิสัยเราเหมาะกับเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้หรือปล่าว ถ้าเป็นคนที่ไม่ชอบความยุ่งยาก, ถ่ายภาพขำๆ, ไม่ซีเรียสเรื่อง Quality ข้ามอุปกรณ์ตัวนี้ไปเลยครับ มันไม่ใช่ทางของคุณแน่นอน

แต่สมมติว่าอุปนิสัยของคุณคือ อยากพัฒนาตัวเองให้เป็นช่างภาพที่ดี, อยากได้ภาพที่มี Quality สูงขึ้น, ลดขั้นตอนการีทัชลงหรือรีทัชรูปภาพง่ายขึ้น, อยากถ่าย Video หรือ Time Lapse ให้ได้คลิปที่สมบูรณ์ขึ้น, ชอบสร้าง Effect แปลกตาด้วยการสร้าง Movement, etc แนะนำให้มีอุปกรณ์ชุดนี้ไว้ในกระเป๋ากล้องครับ


คำถามต่อมาคือ “มีแล้วจะมีโอกาสได้ใช้บ่อยแค่ไหน?”

เอาเป็นว่าถ้าไม่ขี้เกียจประกอบเข้ากับตัวเลนส์ ได้ใช้เกือบทุกโอกาสแน่นอนครับ  CPL กับ GND นี่ ผมแทบอยากฝังติดไว้ที่หน้าเลนส์เลยทีเดียว


ทีนี้เรามาทำความรู้จักฟิลเตอร์แผ่นเพื่อที่จะใช้งานกันดีกว่า เริ่มกันที่ CPL ก่อนเลยเพราะมีรวมอยู่ในชุดคิดของ S5 ด้วย สำหรับ CPL เป็นอุปกรณ์ที่ช่างภาพสาย Landscape ควรมีติดกระเป๋ากล้องเลยครับ ใช้งานได้ค่อนข้างหลากหลาย แต่เอาแค่เรื่องเดียวที่ทำให้ฟ้าสีเข้มขึ้นก็คุ้มที่จะพกพาแล้วครับ ฟ้าเข้มทำให้ภาพดูมีสีสันและไฟล์ภาพดูใสขึ้นด้วย จะเอามารีทัชต่อก็ง่ายขึ้น ยิ่งได้มุม Polarize ด้วย ฟ้าสีเข้มจี๊ดได้ใจเลยครับ


สำหรับ CPL ถ้ามาดูกันแค่ฟ้าเข้ม มีข้อมูลให้ดูเยอะแล้วครับ ลองมาดูอะไรที่ลึกกว่านั้นกันอีกนิดดีกว่าเนาะ

สำหรับรูปนี้เป็นไฟล์เปรียบเทียบระหว่างใช้ CPL กับไม่ใช้(รูปด้านซ้ายไม่ใช้ CPL รูปด้านขวาใช้) เพื่อดูความแตกต่าง สิ่งนึงที่มีประโยชน์มากอีกเรื่องคือการตัดแสงนั้นจะมีผลในเรื่องของ Haze ด้วย โดยปกติถ้าเราถ่ายอะไรที่อยู่ไกลๆ ฝ้าในอากาศจะทำให้ภาพติดสี Cyan และจะมีปัญหามากในส่วนของเงามืด แม้จะพยายามปรับแก้ด้วยโปรแกรมแต่งภาพก็เป็นเรื่องที่ยากมากครับ แต่การใช้ CPL ตัดแสงจะช่วยทำให้ภาพมีมิติขึ้นเยอะพอสมควร (ลองสังเกตที่ลูกศรหมายเลข 1 เปรียบเทียบกับรูปด้านขวามือ) ในส่วนเงามืดแม้จะยังติดสี Cyan อยู่ แต่ก็ถือว่าน้อยกว่าไม่ใช้ CPL มาก การนำไปปรับแก้เพิ่มด้วยโปรแกรมแต่งภาพก็ง่ายขึ้นเยอะ และอีกส่วนที่ผมชอบมากคือสีสันของรูปภาพจะสดและอิ่มขึ้นอีกเยอะเลย (ลูกศรหมายเลข 2) ซึ่งหากได้รูปต้นฉบับมาแบบนี้ มันจะง่ายต่อการแต่งภาพอย่างมาก และนี่คือความลับเล็กๆ อีกเรื่องที่จะช่วยให้ไฟล์ดูใสขึ้นด้วยครับ


การเดิน Trekking ในช่วงกลางวันแบบนี้ ถ้าเส้นทางเดินดูแล้วไม่อันตราย ไม่น่าจะลื่น ผมจะเอา CPL ติดกล้องแล้วห้อยคอไว้ตลอด เดินไปชมวิวไป หามุมไป อะไรประมาณนั้น ซึ่งบรรยากาศช่วงกลางวันแบบนี้ เข้าทาง CPL เต็มๆ เลยครับ ชอบมุมไหนก็ส่องหาคอมโพส หมุน CPL หาจุดที่เข้มสุดแล้วยิงมาแบบไม่ต้องคิดมากเลยครับ ยังไงก็ได้งานที่ดีกว่าไม่ใส่ CPL แน่นอน เอาในกรณียืนพื้นที่สุด หากทิศทางที่เราถ่ายเข้าแก๊ปมุม Polarize หรือใกล้เคียง อย่างน้อยเราก็ได้ฟ้าเข้มๆ ไฟล์ใสๆ มาแล้วหนึ่งอย่าง อาจมีผลพลอยได้ที่เราอาจไม่รู้ตัวด้วย เช่นเรื่องการลดฝ้าในอากาศ เป็นต้น


ส่วนแผ่นต่อมาที่เป็นแผ่นโปรดอีกชิ้นคือ GND Soft 0.9 เป็นแผ่นที่ได้ใช้ตลอดในช่วงดวงอาทิตย์ขึ้นหรือกำลังจะตก เพราะความเปรียบต่างของแสงบนพื้นดินกับท้องฟ้าค่อนข้างสูง

ทริค… ในช่วงเวลาที่ผมไปถึงก่อนหน้างานและมีเวลาเหลือ ผมมักจะเอา Adapter สวมติดหน้าเลนส์รอไว้ก่อนเลย ส่วนแผ่น GND Soft 0.9 จะเสียบรอไว้ใน Filter Holder แล้ววางรอไว้บนกระเป๋ากล้องอีกที เมื่อถึงช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ใกล้ขึ้น จะเริ่มเห็นความเปรียบต่างของแสงชัด ก็จะหยิบ Filter Holder มาใส่กับ Adapter เลย ทำให้ไม่เสียจังหวะในการถ่ายภาพครับ


จังหวะนี้โชคดีมากๆ ที่แสงทะลุเมฆลงมาที่ยอดเขา Seceda  พอดี เป็นแสงที่สาดลงมาค่อนข้างแรงด้วย ทำให้เกิดความเปรียบต่างของแสงสูงในส่วนสว่างและส่วนเงามืด

ส่วนที่โดนแสงนั้น ถ้าเราถ่ายมาติดอันเดอร์กว่าความเป็นจริงนิดๆ เราจะได้สีส้มๆ ของแสงแดดชัดขึ้น แน่นั่นหมายความว่าในส่วนมืด จะยิ่งมืดลงไปอีก  ซึ่งในที่นี้เข้าทางฟิลเตอร์ GND เลยครับ ผมติดเจ้า GND Soft 0.9 เพื่อบาลานซ์แสงให้ส่วนของท้องฟ้ามืดลงนิด และส่วนของภูเขาก็โดน GND ด้วยบางๆ ตรงช่วงเกลี่ยของแผ่นพอดี นอกจากกดท้องฟ้าไว้แล้ว ยังทำให้เห็นสีเหลืองทองตรงยอดเขาชัดขึ้นด้วย ลงตัวพอดีเลยครับ ได้งานที่ชอบมาอีกใบ


หรืออีกเคสหนึ่งที่ผมใช้บ่อยๆ คือ อยากจะเน้นจุดเด่นกลางภาพ ผมเลือกจะติด GND Soft 0.9 กดท้องฟ้าให้เข้มกว่าความเป็นจริงหน่อย เพื่อบีบสายตาของผู้ชมเข้าสู่จุดเด่นกลางภาพ อย่างเช่นภาพลักษณะประมาณนี้ เป็นต้น


เหตุการณ์ต่อเนื่องจากภาพก่อนหน้า คือตอนที่ถ่ายช็อตนี้เมฆกำลังเคลื่อนไปกระทบกับยอดเขา Seceda พอดี และเนื่องจากผมมี Filter ND 1000 (10 Stop) เลยเกิดไอเดียอยากลองลากเมฆไหล สร้าง Movement ให้กับรูปภาพ จึงติด ND 1000 เข้าไปอีกแผ่น ปรับค่ากล้องใหม่เพื่อลากสปีดให้นานที่สุด ไปจบที่ค่านี้ครับ F/22, 60Sec, ISO31 หลังจากที่เห็นภาพ ดีใจเลยครับ ที่แบก ND 1000 มาด้วย ไม่เคยถ่ายเมฆไหล ในช่วงกลางวันจ้าๆ แบบนี้มาก่อน โดยส่วนตัวชอบงานใบนี้มาก

Concept ของการใช้ฟิลเตอร์ใบนี้คือ ใช้ GND Soft 0.9 กดท้องฟ้า และใช้ ND1000 สร้าง Movement ของเมฆไหล


ในเบื้องต้นอยากให้เข้าใจว่าเจ้าฟิลเตอร์ต่างๆ นั้น มันไม่ได้เป็นตัวจบงานครับ ไม่ใช่ว่าใส่ฟิลเตอร์เหล่านี้แล้วเราจะได้รูปสวยงามหลังกล้องเลย แต่อยากให้มองว่ามันเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้นอีกเยอะ ในหลายสถานการณ์แม้ว่าเราใช้ฟิลเตอร์แล้ว ก็ยังต้องมารีทัชต่ออีกครับ เพื่อให้ได้งานที่สมบูรณ์ที่สุด แต่ก็มีอีกหลายสถานการณ์เหมือนกันครับที่ใส่ฟิลเตอร์แล้วเรียกว่าแทบจะจบงานหลังกล้องเลย อย่างซีนนี้เป็นตัวอย่างครับ ใช้ GND Soft 0.9 แผ่นเดียว และนี่คือรูปจากไฟล์ Jpg เลยหลังกล้องเลยครับ


ลองมาดูขนาดที่ใหญ่ขึ้นอีกหน่อย จะเห็นว่าถึงแม้ในส่วน Shadow มืดไปนิด(ผมถ่ายมาในลักษณะนี้เพราะต้องการ Keep ในส่วนของ Highlight ไว้ก่อน) แต่ในภาพรวมนั้นสามารถเก็บรายละเอียดได้ทั้งท้องฟ้าและพื้นดินในภาพเดียวเลย หากหยิบเอาไฟล์ Raw มาเปิด Shadow ขึ้นซักนิด หรือเพิ่มแสงเข้าไปหน่อย ก็ควรจะปิดจ๊อบงานชิ้นนี้ได้เลยครับ


ลองเอาไฟล์ Jpg ต้นฉบับมาต่อ Panorama โดยไม่มีการ Edit อะไรทั้งสิ้น ได้งานตั้งต้นจากไฟล์ Jpg แบบนี้ ยิ้มเลยครับถ้าหยิบไฟล์ Raw ขึ้นมาทำ งานนี้กินหมูแน่นอน


ใบนี้ก็เป็นตัวอย่างอีกใบครับที่อยากให้เห็นว่า ถึงแม้จะมีฟิลเตอร์ ก็ไม่สามารถจบงานหลังกล้องได้ แต่เราสามารถที่จะเก็บข้อมูลรูปภาพให้อยู่ในรูปแบบที่ง่ายต่อการรีทัชได้ครับ สำหรับสภาพแวดล้อมจริงนั้น แสงที่สาดทะลุเมฆออกมาค่อนข้างแรงมาก เรียกว่าต่างกับพื้นดินหลาย Stop แน่นอน จึงหยิบเอา GND Soft 0.9 มาใส่และถ่ายเก็บรายละเอียดในส่วนสว่างมาให้พอดีก่อน และหลังจากที่ลองถ่ายและเช็ค Histogram แล้วพบว่า ข้อมูลที่มืดๆ ส่วนมากตกไปอยู่ในส่วนของ Shadow นั่นหมายความว่า เราสามารถใช้ศักยภาพของไฟล์ Raw ดึงกลับมาได้ จึงตัดสินใจเก็บภาพมาในลักษณะนี้ก่อน


หลังจากนั้นก็เอาไฟล์มาปรับแต่งใน แต่เพื่อความเป็นกลาง ไม่เอนเอียงไปด้านใดมากเกินไป ผมจึงตัดสินใจที่จะใช้ ACR ปรับแต่งเพียงอย่างเดียว ไม่มีการทำอะไรเพิ่มเติมใน Photoshop หรือ Plug in ใดๆ ทั้งสิ้น


เราก็จะได้ผลลัพธ์ประมาณนี้ครับ ซึ่งในกรณีนี้ ถ้าไม่มีฟลิเตอร์ช่วย คงไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้ครบถ้วนในใบเดียวแบบนี้


ก่อนออกเดินทางไป Italy แค่ไม่กี่วัน ทางบริษัท Camera Maker ก็ส่งมอบแผ่น ND 64 + PL ในตัวมาให้ลองใช้ด้วย จริงๆ แผ่นนี้จะเหมาะมากๆ กับงานถ่ายน้ำตก เพราะได้ทั้งตัดแสงและลากสปีดยาวในใบเดียว แต่ผมไป Italy เที่ยวนี้ไม่มีโอกาสได้ถ่ายน้ำตก หรือแหล่งน้ำไหลๆ ที่ไหนเลย คิดว่าจะแห้วซะแล้ว แบกมาหนักปล่าวๆ จนกระทั่งมาเจอมุมนี้ครับ เกิดไอเดียอีกแล้ว อันดับแรก ฟ้าแบบนี้ต้องเลือก CPL แน่นอน แต่พอดีสังเกตเห็นต้นไม้ Foreground ด้านหน้าถูกลมพัดไหวๆ เลยอยากได้ Movement ตรงนี้ เพื่อให้ฉากหน้าดูเป็นอีกเลเยอร์หนึ่ง เพื่อสร้างมิติให้กับรูปภาพมากขึ้น แล้วก็นึกได้ครับว่ามีเจ้า ND 64 + PL ตัวนี้ติดมาด้วย น่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะเลย แล้วก็ได้ภาพมาอย่างที่ต้องการเลยครับ


จากการทดลองลงภาพสนามจริงจังครั้งแรก หากไม่ขัดสนเรื่องเงินทองและไม่รำคาญที่จะแบกของเพิ่ม เป็นอุปกรณ์ที่อยากให้มีติดตัวไว้เลยครับ มันทำให้ผมรู้สึกสนุกในการถ่ายภาพมากขึ้นอีกเยอะเลย เพราะดูหลังกล้องแล้วรู้สึกว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยได้งานตั้งต้นแบบนี้ ตอนอยู่บนรถ ก่อนนอนหรือช่วงว่าง ยังแอบเอากล้องขึ้นมาดูรูป นึกถึงความแตกต่าง ระหว่างมีอุปกรณ์ชุดนี้กับไม่มี บางช๊อตนี่ต้องบอกว่าถ้าไม่มีฟิลเตอร์ลดแสงคงพลาดโอกาสนั้นไปอย่างน่าเสียดายจริงๆ ถ้ารู้แบบนี้คงซื้อหามาใช้ตั้งนานแล้วครับ


สรุปว่าแนะนำอย่างแรงเลยครับ สายแลนด์ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง สำหรับมือใหม่ที่อยากลอง ใครใช้เลนส์หน้าใหญ่ที่ต้องใช้ฟิลเตอร์ระบบ 150mm แนะนำว่าเริ่มที่ชุด NiSi S5… ส่วนคนที่ใช้เลนส์หน้าธรรมดาพวก 67mm, 77mm, 82mm ที่ใช้ฟิลเตอร์ระบบ 100mm ก็ลองหาชุด NiSi V5 ครับ แล้วก็หาแผ่น GND ซักแผ่นนึง ถ้าชอบถ่ายภูเขา เมือง น้ำตก อาจเลือกเป็นแผ่นชนิด Soft 0.9 เป็นต้น ต่อมาหากอยากเล่นกับ Movement บ้าง แนะนำ ND 64 (6 Stop) หรือ ND 1000 (10 Stop) ครับ เท่านี้ก็ได้งานหลากหลายครอบคลุมแทบทุกรูปแบบของงาน Landscape แล้ว ส่วนแผ่นอื่นๆ ก็แล้วแต่ความเหมาะสมของงานที่จะถ่ายครับ สุดท้ายก็เช่นเคย ก็ให้สนุกกับการถ่ายภาพครับผม

สำหรับข้อมูลสินค้ารายการนี้ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านท่าน เช่น  RN CAMERA GADGET, Zoom Camera  หรือจะสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ ตอนนี้ทางเราสามารถผ่อน 0% ผ่านทางเว็บไซด์ Lazada ได้แล้วนะครับ สนใจรายละเอียด คลิ๊กเข้าไปดูได้ที่

Shop Now!! 0% Online

สนใจสินค้ากรุณาติดต่อ บริษัท คาเมร่า เมคเกอร์

Line ID : @cameramaker

วิธี DIY NiSi CPL ใส่มือถือ (พร้อมภาพเปรียบเทียบการใช้งาน)

วิธี DIY NiSi CPL ใส่มือถือ (พร้อมภาพเปรียบเทียบการใช้งาน)

Review Product

ทางเว็บไซต์ คาเมร่า เมคเกอร์ ขอนำบทความรีวิวสินค้ามาเผยแพร่เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการศึกษา
ขอขอบคุณเจ้าของกระทู้: teeShutterB
สามารถดูรีวิวต้นฉบับได้ที่: https://pantip.com/topic/38064073

เรื่องมีอยู่ว่าเวลาเอา iPhone ไปถ่ายภาพวิวนั้นหา CPL คุณภาพดีดีใช้ยาก
(ส่วนของดีดี เวลาเปลี่ยนมือถือ มันใช้ข้ามรุ่นไม่ได้)
จู่ ๆ ก็คิดขึ้นได้ว่า  CPL ที่ผมใช้กับกล้องใหญ่อยู่คุณภาพก็ดี แล้วทำไมผมไม่เอามาใช้ละ
ปล.ขอบอกก่อนเลยว่าต้นทุนผม 0 บาท เพราะว่าทุก ๆ ชิ้นมีอยู่แล้วแค่เอามาแปลงใส่
(ส่วนใครที่ยังไม่มีซักชิ้นเลย เดี๋ยวผมค่อย ๆ เขียนต้นทุนให้ทีละตัวเผื่อท่านใดขาดตัวใดตัวหนึ่งครับ)




สำหรับคนที่ไม่รู้ว่ามันมีไว้ทำอะไร
PL (Polarizing Filter)
นั้นมีไว้ตัดแสงสะท้อนบนผิวทุก ๆ ผิวที่สะท้อนแสงได้ เช่น น้ำ ใบไม้ ฯลฯ
ส่วน CPL นำ C มาไว้หน้า ย่อมาจาก circular คือ เป็นแบบวงกลมนั่นเอง
เมื่อก่อนในหลาย ๆ ครั้งผมเองถ่ายภาพต้นไม้ แล้วเอารูปมาเทียบ แล้วคิดไปเองว่า CPL ไม่จำเป็น
(ขนาดเอารูปมาเทียบดังภาพยังมองยากเลย *ดังตัวอย่างภาพล่าง)




แต่ไม่รู้ทำไมมันเหมือนขาดอะไรไปและเมื่อเอาภาพมาซ้อนกัน ก็ถึงบางอ้อแท้จริงแตกต่างกันเยอะมาก
( ดังตัวอย่างในภาพ Gif )




จึงเป็นที่มาของ DIY และภาพเปรียบเทียบการใช้ CPL ของกระทู้นี้นั่นเอง ทริปนี้ผมได้ขอติดสอยห้อยตาม ไอดอลทั้งหลาย ไปเที่ยวเวียดนาม ขอบคุณมาณ.ที่นี้  ทุกรูปในกระทู้นี้ถ่ายด้วย iPhone8 Plus + NiSi CPL นะครับ  ก่อนที่จะขึ้นบินไปเวียดนาม เพื่อทดสอบอุปกรณ์ เรามาช่วยกันสร้างมันด้วยกันก่อนครับ


มาว่ากันเรื่องของที่ต้องมีนอกจาก กรรไกร กาวสองหน้า(แนะนำ 3m สีแดง) กระดาษแข็งสีดำก็คือ
1. CPL แน่นอนเป็นหัวใจสำคัญเลย แนะนำว่าให้หายี่ห้อที่มีคุณภาพดี ๆ หากใครมีอยู่แล้วก็นำมาใส่ได้เลยหากใครเอามาใช้กับมือถือให้ซื้อขนาดเล็กที่สุดที่จะซื้อได้ (เพราะราคาจะถูกกว่า)  หรือซื้อไว้ใช้กับกล้องใหญ่ไปด้วยก็ได้ ตัวอย่างของผมคือ NiSi CPL ขนาด 46mm  1500 บาท
2. Step ring ให้ซื้อขนาดเดียวกับ CPL แล้วติดกาวสองหน้าล้น ๆ เข้าไป(ผมใช้มากกว่านี้แต่ไม่จำเป็น) 35 บาท
3. เคสมือถือ  จะสังเกตุว่าผมใช้เคสใส ซึ่งถือว่าประมาทไป เพราะมันจะสะท้อนแสงเข้ามาในภาพ แนะนำให้ใช้เคสดำ ไม่สะท้อนแสงดีที่สุด 60-250 บาท (ของผมเลือกที่เสียแล้วมาใส่เพราะ เวลาถอดเข้าออกบ่อย ๆ มันจะหลวม)

 

ลำดับต่อไป
ให้แปะ กาวสองหน้าท่วม ๆ ขอบของ Step ring ตามภาพ
(ภาพตัวอย่างตอนใส่ CPL และไม่ได้ใส่)


ลำดับสุดท้าย
เก็บงานไม่ให้แสงรั่วเข้าไปจากด้านหลังใช้กระดาษที่แสงส่องผ่านไม่ได้จะดีที่สุด และขอให้เป็นสีดำ ด้านใน ด้านนอกสีอะไรก็ได้
ในภาพเป็นตัวอย่างที่ผิดทั้งกระดาษ และ มีรูให้แสงลาดผ่านได้ เวลาถ่ายภาพถ้ามีแสงส่องเข้าไปจะตกใจเอา


ลำดับต่อไป
ดูภาพเปรียบเทียบที่มองไม่ค่อยออกกันก่อน ซึ่งพอนำมาซ้อนกันแล้วแล้ว ก็ยังต่างกันเยอะมาก ๆ อย่างน่าตกใจ





ส่วนใหญ่การใช้ PL (Polarizing Filter) สามารถเห็นผลได้ชัดเจนมาก ๆ ซึ่งขอเล่าด้วยภาพ น่าจะเข้าใจง่ายกว่า เชิญรับชมกันได้เลยครับ





















สุดท้ายนี้สำหรับคนที่คิดว่าซื้อเอาง่ายกว่า ขอแนะนำสองสิ่งสำคัญคือ คุณภาพ และ สามารถใช้กับมือถือรุ่นต่อ ๆ ไปได้
ณ.วันที่ผมทำ DIY ยังไม่มี แต่วันนี้มีรุ่นนึงออกมาเผื่อใครสนใจลองหาข้อมูลดูครับ NiSi P1


และฝากถามเพื่อน ๆ เพิ่มเติม ใช้จอมาตั้งนานเพิ่งเห็นว่าเพี้ยนสีฟ้า   ตอนนี้ใช้ Spyder5pro ปรับแต่งแล้ว แต่ไม่รู้เป็นอย่างไรบ้าง

สนใจสั่งซื้อสินค้าสามารถเลือกดูขนาดต่างๆ และราคา ได้ที่ NiSi HUC C-PL หรือสนใจจ่ายผ่านบัตรเครดิตก็สามารถเข้าไปซื้อผ่านทางเว็บไซด์อย่าง Shopee ได้ครับ สนใจรายละเอียด สามารถคลิ๊กเข้าไปดูได้ที่

Shop Now @ Shopee

สนใจสินค้ากรุณาติดต่อ บริษัท คาเมร่า เมคเกอร์

Line ID : @cameramaker

รีวิว Laowa 15mm Zero-D ”F2” เลนส์ฟูลเฟรมมุมกว้าง

รีวิว Laowa 15mm Zero-D ”F2” เลนส์ฟูลเฟรมมุมกว้าง

Review Product

ทางเว็บไซต์ คาเมร่า เมคเกอร์ ขอนำบทความรีวิวสินค้ามาเผยแพร่เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการศึกษา
ขอขอบคุณเจ้าของกระทู้: teeShutterB
สามารถดูรีวิวต้นฉบับได้ที่: https://pantip.com/topic/36915736

ก่อนเข้ากระทู้ ขอฝากเตือนเพื่อน ๆ ไว้สักนิดนึง ให้ระวังกันไว้
ระหว่างที่ไปเก็บภาพจากเลนส์ Laowa 15mm F2 ที่วัดxx  เสียค่าถ่ายภาพไปราว ๆ 2000 บาท เพราะว่า

ด้วยความที่ประมาทเห็นที่วางรองเท้า ก็ถอดรองเท้าวางไว้ตามปกติที่ควรทำ
ช่วงเวลา 6-7 โมงเช้า โดนเลยจ้า ช้าง.. เอ้ย รองเท้ากรู อยู่ไหน

ฝากเพื่อน ๆ ไว้ว่าหากไปถ่ายภาพที่ไหนมีให้ถอดรองเท้าก็ติดตัวไปด้วยเสมอนะจ๊ะ ทางวัดบอกว่าหายประจำ
ปล.ไม่ได้โทษทางวัดใด ๆ ทั้งสิ้นนะจ๊ะ ทุกคนต้องเข้าใจว่าคนเข้าออกวัดมากหน้าหลายตาต้องระวังกันเอง



 



หลังจากที่ออกเลนส์​ Laowa 12mm Zero-D (D-Dreamer 12mm F2.8) ไม่มีดิสทอร์ชั่น ตัวแรกของโลกไปแล้ว

ก็ออกระยะ 15mm ไม่มีดิสทอร์ชั่นมาอีกตัว เพิ่มเติมคือ รูรับแสงสว่างถึง F2 เลยทีเดียว
โดยเลนส์ตัวนี้เป็น E-Mount หรือ FE นั่นเอง ไว้สำหรับฟูลเฟรมมิลเลอร์เลส ข้อคือคือกว้างกว่าเลนส์ค่าย และสว่างถึง F2

– ชื่อเลนส์ Laowa 15mm F2 Zero-D FE LENS (D-Dreamer 15mm F2) –
– เป็นเลนส์ 15mm สำหรับกล้องฟูลเฟรม F2 –
– สามารถใส่กับกล้อง Sony ได้ –
(หากใครใช้ Nikon Canon แนะนำ Laowa 12mm F2.8 Zero-D เหมือนกัน) 
– ไม่มี ดิสทอร์ชั่น –
– บอดี้โลหะ แข็งแรง –
– เมนวลโพกัส –
-ระบบรูรับแสง สามารถเป็นโหมดถ่ายภาพ หรือถ่าย VDO ได้ตามใจ-

ก่อนที่จะไปเรื่องรีวิว เลนส์ มาทำความรุ้จัก
ดิสทอร์ชั่น คร่าว ๆ กันก่อนนะครับ

เนื่องจากเคยทำไว้แล้วขอยกบางส่วนมาไว้ในกระทู้นี้ครับ










ถามว่า F2  ดียังไง

-ถ่ายดาวใช้ ISO ต่ำได้ , ถ่ายดาวชัตเตอร์สปีดต่ำ ทำให้ดาวไม่ยืด-
จากตัวอย่างใช้ 15วินาที ซึ่งปกติเราใช้ 30วินาที ดาวจะยิ่งยืดยาวมาก


-ชัดตื้นมากขึ้น-
เลนส์มุมกว้าง F2 กับความงามของโบเก้


มาพูดถึงตัวเลนส์กันก่อนดีกว่าครับ

จากที่ได้สัมผัสช่วงสั้น ๆ ถึงแม้ระยะจะไม่ได้กว้างเท่า 12mm ตัวแรกที่ออกมา
แต่ระยะ 15mm ก็ยังเป็นช่วงที่กว้างมากอยู่ดี

สัมผัสของแหวนโฟกัส และแหวนรูรับแสงค่อนข้างพอดีมือ ท้ายเลนส์มีช่องว่างน้อยมากทำให้ฝุ่นเข้าได้ยาก
โดยรวมความคม แฟร์ ทำได้ดีเลยทีเดียว(ลองดูภาพประกอบ)  โดยส่วนตัวแล้วชอบแฉกลักษณะนี้ (แล้วแต่รสนิยม) และเห็นแฉกตั้งแต่ f4

วัสดุเชื่อว่าต้องแข็งแรงทนทาน (เล่นเป็นโลหะหมดเลย)

ที่ชอบคือ สามารถคุมแสงแฟร์ได้ดีมาก ๆ
จากตัวอย่างด้านล่าง ย้อนแสงตรง ๆ แฟร์ปรากฏให้เห็นบ้างที่เอฟแรก ๆ แต่มองยากต้องขุดมันขึ้นมาถึงเห็น

ขาดอย่างเดียวคือยังไม่เป็น AutoFocus แต่สำหรับมิลเลอร์เลสคิดว่าคงไม่มีปัญหาเท่าไหร่นัก

เลนส์นี้น่าจะเหมาะกับคนที่ถ่าย ตึก ถ่ายวิว และถ่ายดาว
อย่างไรก็ตามอย่าเพิ่งปักใจเชื่อลองดูภาพด้านล่างประกอบการตัดสินใจได้เลยครัช




ลักษณะพิเศษอีกอย่างคือ แหวนปรับรูรับแสงนั้น สามารถเซต ได้ 2 แบบ คือ
แบบมีเสียงคลิ๊ก ใช้สำหรับเวลาถ่ายภาพ จะได้รูปว่าหมุน รูรับแสงไปกี่สเตปแล้ว
และแบบไม่มีเสียง ใช้เวลาถ่ายวีดีโอ เพื่อที่จะสามารถปรับแสงได้โดยที่ไม่มีเสียงหรือความสั่น ไปในวีดีโอ
(ปุ่มปรับอยู่ทางซ้ายของภาพนี้)


เลนส์ไม่มีดิสทอร์ชั่น ถ่ายออกมาเป็นอย่างไร สังเกตุเส้นสายของวัตถุ เช่นเสา คาน ฯลฯ จะตรงไม่โค้งงอ







มาชมภาพตัวอย่างการใช้งานจริง จากเลนส์ตัวนี้กันดีกว่า














มาดูเรื่องของ แฉก  แฟร์ ที่เอฟต่าง ๆ  ภาพปรับน้อยมาก ที่ปรับคือแสงในศาลาไม่ให้ Over ครับ










ขอบม่วงมีพอให้เห็นแต่น้อย ก็ใช้โปรแกรมแก้ได้ครับ ภาพนี้ปรับแสงเร่งความสว่างขึ้นมา แต่ไม่ได้ใช้โปรแกรมแก้ขอบม่วงแต่อย่างใด



สุดท้าย สำหรับภาพตัวอย่าง ความคมขอบภาพและ ขอบดำครับ








สำหรับข้อมูลสินค้ารายการนี้ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านท่าน เช่น  World Camera, Digital 2 Home, Zoom Camera  หรือจะสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ ตอนนี้ทางเราสามารถผ่อน 0% ผ่านทางเว็บไซด์ Lazada ได้แล้วนะครับ สนใจรายละเอียด คลิ๊กเข้าไปดูได้ที่

Shop Now!! 0% Online

สนใจสินค้ากรุณาติดต่อ บริษัท คาเมร่า เมคเกอร์

Line ID : @cameramaker